เจาะลึก “ชุนโต” (Shuntō) กลไกขับเคลื่อนค่าจ้างระดับชาติ ที่คนทำงานญี่ปุ่นต้องจับตา!
เคยสงสัยกันไหม? ทำไมในช่วงต้นปี ข่าวเศรษฐกิจญี่ปุ่นถึงได้ประโคมข่าวเรื่องการเจรจาค่าจ้างกันอย่างดุเดือด วันนี้เราจะพาทุกคนไปเจาะลึกกับประเด็น “ชุนโต” (Shuntō) กลไกสำคัญที่ทำให้มนุษย์เงินเดือนญี่ปุ่นมีรายได้ที่สอดคล้องกับค่าครองชีพมาอย่างยาวนานกัน!
ชุนโต (Shuntō:春闘) คืออะไร?
“ชุนโต“ (Shuntō:春闘) ย่อมาจากชื่อทางการของ “Shunki Seikatsu Tōsō” (春季生活闘争) หรือแปลตรงตัวว่า “การต่อสู้ในฤดูใบไม้ผลิ” (Spring Wage Offensive) เริ่มมีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1955 เป็นการเจรจาระหว่างนายจ้างและลูกจ้างที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ปีงบประมาณใหม่ของญี่ปุ่น

ขอบคุณภาพจาก 春闘・大手企業の賃上げ「満額超え」が飛び出した一方で…
วัตถุประสงค์และข้อเรียกร้องหลักของ"ชุนโต"
วัตถุประสงค์ของชุนโต คือเพื่อการปรับปรุง และยกระดับสภาพการทำงานอย่างรอบด้าน จึงจำเป็นต้องมีการพูดคุยหารือระหว่างลูกจ้างและนายจ้าง อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปแล้วตำแหน่งของนายจ้างมักจะได้เปรียบกว่า ดังนั้น เพื่อให้นายจ้างและลูกจ้างสามารถหารือเกี่ยวกับเงื่อนไขการทำงานในฐานะที่มีความเท่าเทียมกัน รัฐธรรมนูญและกฎหมายสหภาพแรงงานจึงรับรองสิทธิของลูกจ้างในการรวมพลังกันและเจรจากับฝ่ายนายจ้าง

ขอบคุณภาพจาก 大幅賃上げへ決起
ข้อเรียกร้องหลักของชุนโต ได้แก่ การปรับขึ้นค่าจ้างพื้นฐาน (Base-up) และรายได้ให้สอดคล้องกับค่าครองชีพ การปรับชั่วโมงการทำงานให้เหมาะสม ลดปัญหาการทำงานล่วงเวลา การลดความเหลื่อมล้ำระหว่างพนักงานประจำและไม่ประจำตามหลักงานเท่ากันค่าจ้างเท่ากัน การส่งเสริมสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน (Work-Life Balance) ตลอดจนการผลักดันความหลากหลายและการยอมรับความแตกต่างในองค์กร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตการทำงาน ความพึงพอใจของพนักงาน และความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจในระยะยาว
ตัวแปรสำคัญในสมรภูมินี้?
เนื่องจากการเจรจาชุนโตไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง จึงจำเป็นต้องอาศัยการขับเคลื่อนร่วมกันของ 3 ฝ่ายหลัก อันได้แก่..
・ฝ่ายลูกจ้าง : นำโดย RENGO (連合) หรือสหพันธ์สหภาพแรงงานที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ทำหน้าที่กำหนด “แนวทางการเจรจาและเป้าหมายการปรับค่าจ้าง” เพื่อใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานให้แรงงานทั้งประเทศยึดเป็นแนวทางเดียวกัน
・ฝ่ายนายจ้าง : นำโดย สมาพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่น (Keidanren:経団連) ตัวแทนฝั่งเจ้าของกิจการที่ต้องประเมินขีดความสามารถของธุรกิจและพิจารณาความเป็นไปได้ในการปรับขึ้นค่าจ้างภายใต้สภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน
・รัฐบาล : รับหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” และผู้สนับสนุนหลักในการผลักดันให้เกิดการขึ้นเงินเดือน เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศและสร้างวงจรเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

ขอบคุณภาพจาก Spring Labor Offensive: Support for SMEs Crucial to Driving the Economy
สรุปไทม์ไลน์การเจรจา "ชุนโต"
ทุก ๆ ปี กระบวนการชุนโตจะมีช่วงเวลาและลำดับขั้นตอนที่ชัดเจน เป็นไปดังนี้
・ขั้นที่ 1: ในช่วงเดือนธันวาคม RENGO ประกาศ “แนวทางการเจรจาและเป้าหมายการปรับค่าจ้าง” เช่น ปี 2026 คือประสงค์จะปรับเงินเดือนพื้นฐานขึ้น 5%+
・ขั้นที่ 2: สหภาพแรงงานของแต่ละบริษัทจะรวบรวมความต้องการของพนักงาน มาจัดทำเป็น “จดหมายเรียกร้อง” (Demand) และยื่นต่อผู้บริหารของบริษัทตนเองอย่างเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์
・ขั้นที่ 3: ช่วงเดือนกุมภาพันธ์จนถึงมีนาคม ตัวแทนฝ่ายลูกจ้างและนายจ้างจะนัดประชุมร่วมกัน เพื่อต่อรองตัวเลขและสวัสดิการ โดยพิจารณาจากผลประกอบการควบคู่ไปกับสภาวะเศรษฐกิจ
・ขั้นที่ 4: ช่วงกลางเดือนมีนาคมจะถือเป็นช่วงพีคที่สุด บริษัทใหญ่ๆ ทั่วญี่ปุ่นจะประกาศมติการขึ้นเงินเดือนออกมาพร้อมกันในวันเดียว เรียกว่าวัน 回答 (Kaitō) หรือวันตอบรับคำร้อง
・ขั้นที่ 5: ข้อตกลงทั้งหมดจะมีผลบังคับใช้ทันทีในรอบเงินเดือน “เดือนเมษายน” ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นปีงบประมาณใหม่ (Fiscal Year) ของประเทศญี่ปุ่น

ประเด็นสำคัญที่น่าจับตาใน "ชุนโต 2026"
・เป้าหมายขึ้นเงินเดือน “5% ขึ้นไป” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 สหพันธ์แรงงาน RENGO ประกาศทิศทางชัดเจนว่าต้องรักษามาตรฐานการขึ้นเงินเดือนที่ 5% หรือมากกว่า (โดยเป็น Base-up อย่างน้อย 3%) เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นหลุดพ้นจากวงจรเงินฝืดอย่างถาวร
・ภารกิจดัน “ค่าจ้างที่แท้จริง” (Real Wage) ให้เป็นบวก หัวใจสำคัญของปี 2026 คือการทำให้เงินเดือนขึ้นชนะเงินเฟ้อ เป้าหมายคือผลักดันให้พนักงานมีรายได้เพิ่มขึ้นจริงอย่างน้อย 1% (Real Wage Growth) หลังจากที่ผ่านมาหลายปีราคาสินค้าพุ่งสูงจนกลบเงินเดือนที่เพิ่มขึ้น
・การยกระดับ SME และแรงงานรูปแบบไม่ประจำ (SMEs &Non-permanent Employment) ในปีนี้ มีการผลักดันให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ปรับขึ้นค่าจ้างเฉลี่ยประมาณ 6% ขณะเดียวกันยังตั้งเป้าให้ แรงงานรูปแบบไม่ประจำ เช่น พนักงานพาร์ตไทม์ ได้รับการปรับขึ้นค่าจ้างสูงถึง 7% เพื่อช่วยลดช่องว่างด้านรายได้ และบรรเทาปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคต่าง ๆ
・ท่าทีของรัฐบาลทากาอิจิ (Takaichi Administration) รัฐบาลใหม่มีนโยบายหนุนการขึ้นค่าแรงเชิงรุก โดยตั้งเป้า ค่าแรงขั้นต่ำที่ 1,500 เยน ภายในทศวรรษนี้ และออกมาตรการช่วย SME ให้สามารถ “ส่งผ่านต้นทุน” (Price Pass-through) ไปยังบริษัทใหญ่ได้คล่องตัวขึ้น เพื่อนำเงินมาปรับฐานเงินเดือนให้พนักงาน
・การปรับตัวสู่ “ตลาดแรงงานที่ยืดหยุ่น” (Labor Liquidity) จับตาเทรนด์บริษัทญี่ปุ่นที่เริ่มปรับเงินเดือนโดยอิงจาก “ราคาตลาด” (Market Rate) มากกว่าโครงสร้างเดิม เพื่อดึงดูดบุคลากรที่มีทักษะสูงและแก้ปัญหาการแย่งชิงตัวพนักงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและบริการ

แม้ “ชุนโต 2026” จะเป็นข่าวดีสำหรับพนักงานในบริษัทยักษ์ใหญ่ เพราะได้รับผลประโยชน์เต็มๆ จากสหภาพแรงงานที่แข็งแกร่ง แต่ในมุมกลับกัน กลุ่ม SME ญี่ปุ่น กลับกำลังเผชิญวิกฤต “ทางตัน” เนื่องจากต้องแบกรับต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงจนอาจไม่มีงบประมาณเพียงพอในการขึ้นเงินเดือนเพื่อรักษาคนเก่งไว้ได้เท่ากับองค์กรใหญ่ นอกจากนี้ความเหลื่อมล้ำยังเห็นได้ชัดในกลุ่มพนักงานที่ไม่มีสหภาพแรงงานและกลุ่มพนักงานพาร์ทไทม์ที่มักถูกลืม
ปัจจุบันรัฐบาลจะพยายามผลักดันมาตรการช่วยเหลือมากขึ้น แต่จุดที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือการกระจายรายได้ที่ยังไม่ทั่วถึง ซึ่งหากบริษัทขนาดเล็กไม่สามารถปรับตัวได้ทันตามกระแสการขึ้นค่าแรงครั้งนี้ อาจนำไปสู่ปัญหาการขาดแคลนแรงงานและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้นในอนาคต

ขอบคุณภาพจาก 持続的な賃上げの流れをすべての働く仲間へ
เปรียบเทียบกับการขึ้นค่าแรงในญี่ปุ่นและไทย
คราวนี้ เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างชัดเจนยิ่งขึ้น เรามาดูข้อเปรียบเทียบระหว่างระบบ “ชุนโต” ของญี่ปุ่น และระบบการปรับค่าแรงในไทยกันว่ามีจุดเด่นและความต่างกันอย่างไรในแง่ของโครงสร้างรายได้กันค่ะ

เราจะเห็นได้ว่าระบบญี่ปุ่นนั้น โดดเด่นเรื่องความมั่นคงและการก้าวไปพร้อมกันทั้งสังคม ในขณะเดียวกัน ระบบของไทยก็ให้ความสำคัญกับความสามารถเฉพาะตัวและการแข่งขัน ซึ่งต่างก็มีข้อดีที่ตอบโจทย์โครงสร้างธุรกิจของแต่ละประเทศค่ะ
ในขณะที่บ้านเราเน้นการปรับค่าแรงตามผลงานรายบุคคล แต่ที่ญี่ปุ่น ‘ชุนโต (Shuntō)’ คือสัญลักษณ์ของการรวมพลังที่สะท้อนว่าเสียงของลูกจ้างทุกคนมีความหมาย และเป็นกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้มั่นคง แล้วเพื่อนๆ ล่ะคะ มีความคิดเห็นอย่างไรกับระบบกันบ้างนี้? หากไทยเรามีธรรมเนียมการเจรจาที่เป็นระบบแบบนี้จะช่วยให้ชีวิตคนทำงานดีขึ้นไหมนะ?
สุดท้ายนี้ ไม่ว่าจะเป็นระบบใด สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่องค์กรและพนักงานเดินไปข้างหน้าพร้อมกันด้วยความเข้าใจ เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนให้แก่ทุกคนค่ะ
แหล่งอ้างอิง :
SDGs ACTION
Spring Offensive คืออะไร?
การรุกคืบแรงงานฤดูใบไม้ผลิคืออะไร?
ไทย นิปปอน ทีม พร้อมให้คำปรึกษาตั้งแต่ขั้นตอนสมัครงาน จนถึงบินไปทำงานญี่ปุ่นจริง ฟรี!
คลิกที่นี่ เพื่อติดตามข่าวสารอัพเดตงานญี่ปุ่นก่อนใคร !
