2026.01.22ท่องเที่ยว • วัฒนธรรม • ประเทศญี่ปุ่น

3 สิ่งประดิษฐ์จากญี่ปุ่นที่เปลี่ยนโลก และอยู่ในชีวิตประจำวันของเราทุกคน

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องนวัตกรรม หลายอย่างถูกคิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน แต่กลับส่งผลใหญ่ไปทั่วโลก ตั้งแต่อาหารที่ช่วยประหยัดเวลา เทคโนโลยีที่ทำให้เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น ต่อไปนี้คือสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมญี่ปุ่น ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวืตประจำวันของผู้คนทั่วโลก โดยที่เราอาจใช้อยู่ทุกวันโดยไม่ทันรู้ตัว

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป (Instant Noodles)

ถ้าลองเปิดตู้กับข้าวดู เชื่อว่าหลายบ้านต้องมี “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” ติดไว้อย่างน้อยหนึ่งซอง บางคนทานตอนรีบ บางคนทานตอนหิวกลางดึก หรือ บางครั้งก็เป็นมื้อฉุกเฉินในวันที่ไม่รู้จะทานอะไรดี  อาหารง่าย ๆ แค่เติมน้ำร้อนนี้ แม้จะดูธรรมดา แต่แท้จริงแล้วคือหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์จากญี่ปุ่นที่เปลี่ยนวิถีชีวิตของคนทั้งโลก

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ.1958 โดยโมโมฟุกุ อันโด ชายชาวญี่ปุ่นที่ใช้ชีวิตอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เขาเห็นภาพผู้คนต่อแถวรอราเมง ในแต่ละวัน และตั้งคำถามง่าย ๆ ว่า “จะทำอย่างไรให้คนมีอะไรกินได้สะดวก และง่ายขึ้น” จากคำถามนั้น เขาจึงคิดค้นเส้นบะหมี่ที่ผ่านกระบวนการทอดให้แห้ง สามารถเก็บรักษาได้นาน และ ปรุงได้อย่างรวดเร็ว เพียงเติมน้ำร้อนก็พร้อมรับประทาน นี่คือจุดเริ่มต้นของอาหารที่ตอบโจทย์ชีวิตคนยุคใหม่อย่างแท้จริง – ประหยัดเวลา ประหยัดแรง และ เข้าถึงได้สำหรับทุกคน 

จากอาหารที่เริ่มต้นในประเทศญี่ปุ่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปค่อย ๆ แพร่หลายไปทั่วโลก กลายเป็นอาหารคุ้นเคยของนักเรียน คนวัยทำงาน นักเดินทาง ไปจนถึงนักบินอวกาศที่นำไปใช้เป็นอาหารในภารกิจอวกาศ ด้วยคุณสมบัติที่น้ำหนักเบา เก็บได้นาน และให้พลังงานได้อย่างเหมาะสม

ในปัจจุบัน บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไม่ได้หยุดอยู่แค่รสชาติแบบดั้งเดิม แต่ถูกพัฒนาให้มีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งในแง่ของรสชาติ วัตถุดิบ และคุณค่าทางโภชนาการ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคในยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น

สิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่อาหารสำเร็จรูป แต่เป็นภาพสะท้อนของการใช้นวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของมนุษย์ จากความตั้งใจเล็ก ๆ ของชายคนหนึ่งในญี่ปุ่น สู่สิ่งที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลกจนถึงวันนี้ 

QR Code (QR โค้ด) 

สัญลักษณ์สี่เหลี่ยมสีขาวดำที่เราคุ้นตากันดี ไม่ว่าจะใช้สแกนเพื่อชำระเงิน เปิดเว็บไซต์ หรือ ดูเมนูอาหาร อาจดูเป็นเรื่องธรรมดาในชีวิตประจำวันไปแล้ว แต่แท้จริงแล้ว QR Code คือหนึ่งในนวัตกรรมจากญี่ปุ่นที่เปลี่ยนวิธีการเข้าถึงข้อมูลของมนุษย์อย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะในยุคที่ทุกอย่างต้อง “รวดเร็ว” และ “เชื่อมต่อกันตลอดเวลา”

QR Code ถูกคิดค้นขึ้นในปี ค.ศ. 1994 โดยบริษัท Denso Wave ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Toyota จุดประสงค์แรกเริ่มไม่ใช่เพื่อการใช้งานของผู้บริโภคทั่วไป แต่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อแก้ปัญหาของบาร์โค้ดแบบเดิมที่เก็บข้อมูลได้น้อย ต้องสแกนในมุมที่จำกัด และใช้เวลานานในการอ่านข้อมูล ด้วยเหตุนี้ QR Code จึงถูกออกแบบให้สามารถเก็บข้อมูลได้มากกว่าบาร์โค้ดหลายเท่า อ่านข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว และสามารถสแกนได้จากหลายทิศทาง แม้โค้ดจะเสียหายไปบางส่วน ระบบก็ยังสามารถอ่านข้อมูลได้ครบถ้วน นวัตกรรมนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับกระบวนการผลิตในโรงงานอย่างมาก

สิ่งที่ทำให้ QR Code แตกต่างจากเทคโนโลยีอื่น ๆ คือการตัดสินใจของผู้พัฒนาในการเปิดให้ใช้งานโดยไม่ผูกขาดสิทธิ์ ใครก็สามารถนำ QR Code ไปใช้ต่อยอดได้อย่างอิสระ การตัดสินใจครั้งนี้ทำให้เทคโนโลยีแพร่กระจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว และถูกนำไปปรับใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม

เมื่อสมาร์ตโฟนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน QR Code ก็ยิ่งมีบทบาทมากขึ้น ผู้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทันทีเพียงแค่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาสแกน ไม่ว่าจะเป็นการชำระเงินแบบไร้เงินสด การเช็กอินสถานที่ การทำการตลาดดิจิทัล หรือแม้แต่การใช้ในช่วงสถานการณ์โรคระบาดที่ผ่านมา จากเครื่องมือในโรงงานอุตสาหกรรม QR Code ค่อย ๆ กลายเป็นสื่อกลางสำคัญที่เชื่อมโลกออฟไลน์เข้ากับโลกออนไลน์ได้อย่างไร้รอยต่อ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันโดยที่หลายคนอาจไม่ทันสังเกต นวัตกรรมชิ้นนึงจึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของเทคโนโลยีที่ไม่ได้เกิดมาเพื่อความล้ำสมัยเพียงอย่างเดียว แต่เกิดมาเพื่อแก้ปัญหา และเติบโตไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมมนุษย์ในแต่ละะยุคสมัย

อีโมจิ (Emoji)

ในยุคดิจิทัล การสื่อสารผ่านข้อความกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน เราส่งข้อความหากันตลอดทั้งวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องเรียน หรือเรื่องส่วนตัว แต่ข้อความที่มีเพียงตัวอักษรล้วน ๆ อาจไม่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึก หรือเจตนาที่แท้จริงได้ครบถ้วน หลายครั้งข้อความสั้น ๆ อาจถูกตีความผิดพลาดได้ง่าย นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ “อิโมจิ” นวัตกรรมการสื่อสารจากญี่ปุ่นที่เข้ามาเปลี่ยนภาษาของโลกออนไลน์อย่างเงียบ ๆ

อิโมจิถูกพัฒนาขึ้นในปี ค.ศ. 1999 โดย ชิเกตากะ คุริตะ สำหรับบริการโทรศัพท์มือถือของบริษัท NTT DoCoMo ในยุคที่การส่งข้อความยังมีข้อจำกัดด้านจำนวนตัวอักษร คุริตะจึงออกแบบสัญลักษณ์ภาพขนาดเล็กเพื่อช่วยให้ผู้ใช้สามารถสื่อสารอารมณ์และความหมายเพิ่มเติมได้ โดยไม่ต้องใช้คำอธิบายยาว ๆ

ไอคอนเหล่านี้อาจดูเรียบง่าย แต่กลับมีพลังในการสื่อสารอย่างมาก เพราะสามารถถ่ายทอดความรู้สึกได้ทันทีโดยไม่ต้องพึ่งพาภาษา ไม่ว่าผู้รับจะพูดภาษาใด แค่เห็นรูปหน้าหัวเราะ หน้าร้องไห้ หรือสัญลักษณ์หัวใจ ก็สามารถเข้าใจความหมายได้ทันที อิโมจิจึงค่อย ๆ กลายเป็น “ภาษาสากล” ที่ช่วยเชื่อมโยงผู้คนจากต่างวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน  

เมื่อการสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียเติบโตขึ้น อิโมจิก็ได้รับความนิยมมากขึ้นตามไปด้วย จนในที่สุด อิโมจิได้รับการบรรจุเป็นมาตรฐาน Unicode ทำให้สามารถใช้งานได้ในทุกแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์ หรือแอปพลิเคชันต่าง ๆ ทั่วโลก จากเครื่องมือสื่อสารเล็ก ๆ ที่ถือกำเนิดในญี่ปุ่น อิโมจิได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง

ในปัจจุบัน อิโมจิไม่ได้ถูกใช้เพียงเพื่อแสดงอารมณ์เท่านั้น แต่ยังถูกนำมาใช้ในการสื่อสารของแบรนด์ องค์กร และสื่อออนไลน์ เพื่อสร้างความเป็นกันเองและเข้าถึงผู้คนได้ง่ายขึ้น อิโมจิจึงไม่ใช่แค่สัญลักษณ์น่ารัก แต่คือวิวัฒนาการของการสื่อสารที่สะท้อนพฤติกรรมของมนุษย์ในยุคดิจิทัล 

ข้อมูลจาก   Sky berry    Khaosodnews  FunJapan

 

About us

บริษัทจัดหางาน เพอร์ซันแนล คอนซัลแตนท์ฯ เราเป็นบริษัทจัดหางานญี่ปุ่นในกรุงเทพ  ให้บริการจัดหางานและสรรหาบุคลากรที่มีความสามารถทั้งชาวไทยและญี่ปุ่นมาเป็นเวลากว่า 30 ปี ท่านที่สนใจหางาน อยากทำงานบริษัทญี่ปุ่น ไทยและต่างชาติ  ลงทะเบียนสมัครงานกับเพอร์ซันแนลฯ   ฟรี!! ไม่มีค่าใช้จ่าย
ต้องการฝากประวัติ Click
สอบถามโทร 02-2608454 หรือส่งเรซูเม่ (ภาษาอังกฤษ) jobs@personnelconsultant.co.th

Contact & Follow Us