ไม่ชอบงานแต่ไม่กล้าไปไหน? เช็กสัญญาณว่าคุณกำลังเข้าสู่โหมด Job Hugging หรือเปล่า
ไม่ชอบงานแต่ไม่กล้าไปไหน? เช็กสัญญาณว่าคุณกำลังเข้าสู่โหมด Job Hugging หรือเปล่า
ในยุคที่เศรษฐกิจไม่แน่นอนและตลาดแรงงานเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การลาออกจากงานไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนทำงานจำนวนมาก แม้จะรู้สึกว่างานที่ทำอยู่ไม่ตอบโจทย์ ไม่สร้างแรงบันดาลใจ หรือไม่ใช่สิ่งที่อยากทำในระยะยาว หลายคนก็ยังเลือกอยู่ต่อ เพราะการเริ่มต้นใหม่เต็มไปด้วยความเสี่ยง ความรู้สึกเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก และกำลังถูกเรียกด้วยคำว่า “Job Hugging”
Job Hugging คือภาวะที่พนักงานยังคงทำงานอยู่ในองค์กรเดิม แม้จะไม่ได้รู้สึกผูกพันกับงานหรือมองเห็นอนาคตของตัวเองในที่นั้นอย่างชัดเจนอีกต่อไป เหตุผลสำคัญไม่ได้อยู่ที่ความรักหรือความชอบในงาน แต่อยู่ที่ความกลัวการเปลี่ยนแปลง ความไม่แน่นอนของตลาดงาน และความกังวลว่าการตัดสินใจลาออกอาจทำให้สถานการณ์แย่ลงกว่าเดิม ภาวะนี้แตกต่างจาก Quiet Quitting ซึ่งหมายถึงการลดระดับความทุ่มเทลงอย่างชัดเจน ในขณะที่คนที่ Job Hugging มักยังทำงานตามหน้าที่ พยายามไม่สร้างปัญหา และรักษาภาพของความเป็นมืออาชีพไว้ แต่ภายในใจกลับไม่ได้อยากลงทุนกับการเติบโตในงานนั้นอีกแล้ว
จากรายงานของ Forbes มีข้อมูลและสถิติเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่น่าสนใจคือ
• 75% ของพนักงาน วางแผนที่จะอยู่ที่เดิมยาวไปจนถึงปี 2027
• เกือบครึ่งหนึ่ง (48%) ยอมรับว่าพวกเขา “กอดงาน” ไว้เพราะ ความกลัว (Fear) ไม่ใช่เพราะความพึงพอใจในงาน (Fulfillment)
• อัตราการลาออกโดยสมัครใจ (Quit rate) ลดลงเหลือประมาณ 2% ซึ่งต่ำที่สุดในรอบหลายปี
นอกจากนี้ รายงานยังบอกถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์นี้ คือ
1.ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ: ปัญหาเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่สูงขึ้นทำให้คนเน้นความมั่นคงมากกว่าการเสี่ยงไปหาสิ่งใหม่
2.ตลาดแรงงานที่ตึงตัว: การหางานใหม่ทำได้ยากขึ้น มีการเลิกจ้างในหลายอุตสาหกรรมและการแข่งขันที่สูงมาก
3.ความกังวลเรื่อง AI: พนักงานกลัวว่าการเปลี่ยนงานในช่วงที่ AI กำลังเข้ามาแทนที่บทบาทต่างๆ อาจทำให้พวกเขามีความเสี่ยงมากขึ้น
4.ผลตอบแทนจากการย้ายงานลดลง: ข้อมูลระบุว่าปัจจุบันการย้ายงานอาจได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย (ประมาณ 0.2%) เมื่อเทียบกับการอยู่ที่เดิม ซึ่งไม่คุ้มความเสี่ยงเหมือนเมื่อก่อน
ทำไม Job Hugging จึงกลายเป็นทางเลือกของคนทำงานในยุคปัจจุบัน
1.เศรษฐกิจและตลาดแรงงานเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ข่าวเลิกจ้าง การลดต้นทุน และการแข่งขันที่สูง ทำให้งานประจำถูกมองว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัย การ “อยู่กับงานเดิม” จึงถูกเลือกมากกว่าการเสี่ยงเปลี่ยนงาน แม้จะไม่ได้พึงพอใจเต็มที่ก็ตาม
2.การเปลี่ยนงานไม่ใช่แค่ย้ายที่ทำงาน แต่คือการเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด คนทำงานต้องพิสูจน์ตัวเองใหม่ ปรับตัวกับวัฒนธรรมองค์กรใหม่ และรับมือกับความคาดหวังที่ไม่แน่นอน ความเสี่ยงเหล่านี้สูงเกินไปสำหรับหลายคนในช่วงเวลานี้
3.งานเดิมอาจไม่ใช่งานที่รัก แต่เป็นงานที่ “พออยู่ได้” แม้งานจะไม่ท้าทายหรือไม่เติบโตเร็ว แต่หากรายได้ยังมั่นคง งานไม่หนักเกินไป และไม่กระทบชีวิตมาก คนจำนวนมากจึงเลือกความเสถียรระยะสั้นแทนการเปลี่ยนแปลง
4.ความกลัวความไม่แน่นอน มีมากกว่าความไม่พอใจงาน คนทำงานจำนวนไม่น้อยรู้สึกไม่แฮปปี้กับงานปัจจุบัน แต่ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนงานในช่วงตลาดแรงงานผันผวน ทำให้การ “ทนอยู่” ดูเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า
ที่มาข้อมูลอ้างอิง : Forbes , Futuretrends , positioningmag , Bangkokbiznews

7 สัญญาณที่บอกว่าคุณอาจกำลังเข้าสู่โหมด Job Hugging
1.ไม่ชอบงานที่ทำอยู่ แต่เลือก “อดทนไปก่อน” งานไม่ตอบโจทย์ ไม่สอดคล้องกับคุณค่าชีวิต หรือไม่ช่วยให้เติบโต แต่ความมั่นคงของการมีงานทำในช่วงเวลานี้ถูกให้ความสำคัญมากกว่าความพึงพอใจส่วนตัว ความไม่แฮปปี้จึงถูกกดไว้ภายใต้คำว่า “เดี๋ยวก่อน”
2.อยู่ต่อเพราะความกลัวมากกว่าความผูกพันกับงาน ความกลัวหางานใหม่ไม่ได้ งานใหม่อาจแย่กว่า หรือไม่ผ่านช่วงทดลองงาน กลายเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ไม่กล้าลาออก การตัดสินใจจึงไม่ได้มาจากความอยากอยู่จริง ๆ แต่เป็นการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง
3.เลิกคาดหวังความก้าวหน้า เหลือเพียงความหวังว่าอย่าให้มีปัญหา จากคนที่เคยมีเป้าหมายเติบโต พัฒนาทักษะ หรือเลื่อนตำแหน่ง กลับลดความทะเยอทะยานลง เหลือเพียงความต้องการให้งานผ่านไปวันต่อวันอย่างราบรื่น
4.หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบใหม่และการผูกมัดระยะยาว ไม่ใช่เพราะขาดความสามารถ แต่เพราะไม่อยากลงทุนแรงใจเพิ่มเติมกับงานที่รู้สึกว่าอาจไม่ได้อยู่ต่อในอนาคต จึงเลือกทำเฉพาะสิ่งจำเป็นเท่านั้น
5.บ่นเรื่องงานเป็นประจำ แต่ไม่ลงมือเปลี่ยนจริงจัง การบ่นกลายเป็นพื้นที่ระบายแทนการวางแผนหรือขยับตัว ไม่ได้อัปเดตเรซูเม่ ไม่ได้สำรวจตลาดงาน และยังไม่กล้าถามตัวเองว่าอยากไปทางไหน
6.รู้สึกเหนื่อยทางใจ แม้งานจะไม่ได้หนักขึ้น ความเหนื่อยของ Job Hugging ไม่ใช่เรื่องปริมาณงาน แต่เป็นความล้าทางอารมณ์จากการต้องฝืนอยู่ในที่ที่ไม่ตอบโจทย์ตัวเองต่อเนื่อง ซึ่งค่อย ๆ บั่นทอนแรงจูงใจและความมั่นใจ
7.อยู่ต่อเพราะ “ยังไม่เห็นทางเลือกอื่น” งานปัจจุบันอาจไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุด แต่เป็นตัวเลือกเดียวที่มองเห็นได้ในตอนนี้ ซึ่งสะท้อนแก่นแท้ของ Job Hugging อย่างชัดเจน
หากรู้ตัวว่ากำลัง Job Hugging ควรทำอย่างไร
สิ่งแรก คือการยอมรับความรู้สึกของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา การยอมรับว่าไม่แฮปปี้กับงานไม่ได้หมายความว่าต้องลาออกทันที แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการวางแผนอย่างมีสติ หากยังไม่พร้อมเปลี่ยนงานในตอนนี้ ช่วงเวลา Job Hugging นี้ก็วางแผนพัฒนาตัวเอง ไม่ว่าจะ Upskill / Reskill , สำรวจตลาดงานเพื่อดูทางเลือกและแนวโน้มอาชีพ โดยมีการตั้งกรอบเวลาให้ตัวเอง เช่น การประเมินสถานการณ์ใหม่ในอีกหกเดือนหรือหนึ่งปี จะช่วยให้การอยู่ต่อเป็นการตัดสินใจที่มีเป้าหมาย ไม่ใช่เพียงการประคองตัวไปวัน ๆ
Job Hugging ไม่ใช่เรื่องผิดและไม่ใช่สัญญาณของความล้มเหลวในชีวิตการทำงาน มันอาจเป็นเพียงช่วงหนึ่งของชีวิตที่คนทำงานต้องการเวลาตั้งหลัก ประเมินตัวเอง และรอจังหวะที่เหมาะสม ปัญหาที่แท้จริงคือการปล่อยให้ตัวเองติดอยู่ในโหมดนี้เป็นเวลานาน โดยไม่วางแผนหรือไม่กล้าตัดสินใจใด ๆ
ที่มาข้อมูลอ้างอิง : Forbes , Futuretrends , positioningmag , Bangkokbiznews
About us
บริษัทจัดหางาน เพอร์ซันแนล คอนซัลแตนท์ฯ เราเป็นบริษัทจัดหางานญี่ปุ่นในกรุงเทพ ให้บริการจัดหางานและสรรหาบุคลากรที่มีความสามารถทั้งชาวไทยและญี่ปุ่นมาเป็นเวลากว่า 30 ปี ท่านที่สนใจหางาน อยากทำงานบริษัทญี่ปุ่น ไทยและต่างชาติ ลงทะเบียนสมัครงานกับเพอร์ซันแนลฯ ฟรี!! ไม่มีค่าใช้จ่าย
ต้องการฝากประวัติ https://www.personnelconsultant.co.th/jobseeker/register_jobseeker/
สอบถามโทร 02-2608454 หรือส่งเรซูเม่ (ภาษาอังกฤษ) jobs@personnelconsultant.co.th
Contact & Follow Us

