ฟันเฟืองคู่สู่ความสำเร็จ เมื่อ Tenkin (転勤) มาบรรจบกับ Kaizen (改善)
Kaizen และ Tenkin กับกลยุทธ์การสร้าง “คนเหนือชั้น” ในแบบฉบับญี่ปุ่น
ในโลกของการบริหารจัดการที่เต็มไปด้วยตำราจากฝั่งตะวันตก มีอยู่สองคำศัพท์จากญี่ปุ่นที่ยังคงมีความขลังและเป็นกรณีศึกษาคลาสสิกมาจนถึงปัจจุบัน คำแรกคือ “Kaizen” (改善) ปรัชญาการปรับปรุงที่โลกยกย่อง และคำที่สองคือ “Tenkin” (転勤) ระบบการโยกย้ายพนักงานที่คนภายนอกอาจมองว่าเข้มงวด แต่สำหรับบริษัทญี่ปุ่น นี่คือ “ฟันเฟืองคู่” ที่ขาดกันไม่ได้ในการสร้างองค์กรที่ยั่งยืน
บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจว่า เหตุใดการปรับปรุงเล็ก ๆ น้อย ๆ และการย้ายที่ทำงานไปทั่วประเทศ ถึงกลายเป็นอาวุธลับที่ทำให้แบรนด์ญี่ปุ่นแข็งแกร่งมานับศตวรรษ

บทที่ 1: Kaizen – เมื่อความสมบูรณ์แบบไม่มีจุดสิ้นสุด
สำหรับชาวญี่ปุ่น ความสำเร็จไม่ใช่แค่ “เป้าหมาย” แต่เป็น “กระบวนการ” คำว่า Kaizen มาจากคำว่า Kai (改 – การเปลี่ยนแปลง) และ Zen (善 – ดี) เมื่อรวมกันจึงไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แบบการปฏิวัติ แต่หมายถึงการปรับปรุงทีละนิดอย่างต่อเนื่อง
หัวใจของ Kaizen คือความเชื่อที่ว่า “ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบจนพัฒนาต่อไม่ได้” หากคุณเดินเข้าไปในโรงงานของบริษัทชื่อดังในญี่ปุ่น คุณจะพบว่าพนักงานไม่ได้แค่ทำงานตามหน้าที่ แต่พวกเขาถูกฝึกให้เป็น “นักจับผิด” ที่มองหาความสูญเปล่าในทุกย่างก้าว
ที่มา: CREFORM
กำจัด Muda: ศัตรูตัวร้ายของประสิทธิภาพ
ในการทำ Kaizen เป้าหมายหลักคือการกำจัดสิ่งที่เรียกว่า Muda (無駄) หรือความสูญเปล่า 7 ประการ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ใช้ทรัพยากรไปโดยไม่เกิดมูลค่า ดังนี้:
– Overproduction: ผลิตมากเกินความต้องการ เช่น ทำให้เงินทุนจมและเกิดภาระในการจัดเก็บเกินความจำเป็น
– Waiting: การรอคอยในสายการผลิต เช่น รอเครื่องจักรซ่อมหรือรอการอนุมัติ ทำให้เสียเวลาทำงานไปเปล่า ๆ
– Transporting: การขนย้ายที่ไม่จำเป็น ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่สินค้าจะเสียหายและเสียค่าใช้จ่ายโดยใช่เหตุ
– Inappropriate Processing: ขั้นตอนที่ซับซ้อนเกินไป หรือการทำงานที่ละเอียดเกินความต้องการจริงของลูกค้า
– Unnecessary Inventory: สินค้าคงคลังที่ล้นเกิน เสี่ยงต่อการเสื่อมสภาพและเปลืองพื้นที่จัดเก็บ
– Unnecessary Motion: การเคลื่อนไหวของพนักงานที่ไม่ก่อให้เกิดงาน เช่น การเดินไปหยิบเครื่องมือที่วางไกลตัว
– Defects: งานเสียที่ต้องแก้ไข ทำให้เสียทั้งเวลา แรงงาน และวัตถุดิบในการทำซ้ำหรือซ่อมแซม
การทำ Kaizen คือการมองหา Muda เหล่านี้ให้เจอ แล้วเปลี่ยน “ความสูญเปล่า” ให้เป็น “ประสิทธิภาพ” ในทุกๆ วัน
ที่มา: Maitree-training

บทที่ 2: Tenkin – การโยกย้ายที่แฝงด้วยยุทธศาสตร์
ในขณะที่ Kaizen เน้นการ “หยั่งรากลึก” ในเนื้องาน Tenkin (転勤) หรือการย้ายที่ทำงานประจำ (Job Transfer/Relocation) กลับเป็นระบบที่เน้นการ “แผ่กิ่งก้าน”
ทำไมต้อง Tenkin?
ในบริษัทญี่ปุ่นขนาดใหญ่ พนักงานระดับจัดการมักจะถูกสั่งย้ายไปประจำสาขาต่างๆ ทุกๆ 3-5 ปี การสั่งย้ายนี้มักมาแบบ “สายฟ้าแลบ” และปฏิเสธได้ยาก เพราะมันแฝงไปด้วยวัตถุประสงค์เชิงบริหารดังนี้:
1. การถ่ายทอดองค์ความรู้ : เมื่อพนักงานที่เก่งเรื่อง Kaizen จากสำนักงานใหญ่ถูกส่งไปสาขาที่ผลประกอบการไม่ดี เขาจะนำ “วิธีคิด” และ “มาตรฐาน” ไปปรับปรุงที่นั่น
2. ป้องกันการทุจริตและการยึดติด : การอยู่ที่เดิมนานเกินไปอาจทำให้เกิดความสนิทสนมกับซัพพลายเออร์จนเกิดการทุจริต การหมุนเวียนคนช่วยให้ความโปร่งใสคงอยู่
3. การสร้าง Generalist : บริษัทญี่ปุ่นไม่ได้ต้องการแค่คนที่เก่งบัญชีอย่างเดียว แต่ต้องการคนบัญชีที่เข้าใจการผลิต และเข้าใจการขายด้วย การ Tenkin ไปตามฝ่ายหรือสาขาต่าง ๆ จึงเป็นการฝึกให้พนักงานเห็นภาพรวมของทั้งบริษัท

ที่มา: Japan Labor Issues, vol.8, no.47, Spring 2024
บทที่ 3: เมื่อ Kaizen และ Tenkin มาบรรจบกัน
หากเราเปรียบองค์กรเป็นร่างกาย Kaizen คือการฝึกกล้ามเนื้อให้แข็งแรงทีละมัด ส่วน Tenkin คือการหมุนเวียนโลหิตไปทั่วร่าง
การสร้าง “พนักงานที่ไม่มีวันตาย”
เมื่อพนักงานที่ถูกหล่อหลอมด้วยวัฒนธรรม Kaizen (ช่างสังเกต, แก้ปัญหาเก่ง, เน้นประสิทธิภาพ) ต้องเดินทางไปทำงานในสภาพแวดล้อมใหม่ผ่านระบบ Tenkin สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ:
1. Fresh Eyes (ดวงตาคู่ใหม่): พนักงานใหม่ที่เพิ่งย้ายมาจะเห็นปัญหาที่คนเก่ามองไม่เห็น (เพราะคนเก่าชินกับมันไปแล้ว) เขาจะตั้งคำถามว่า “ทำไมเราถึงทำแบบนี้?” และใช้หลัก Kaizen ในการปรับปรุงทันที
2. Standardization (ความเป็นมาตรฐาน): ไม่ว่าบริษัทจะมีสาขากี่แห่ง แต่ด้วยการหมุนเวียนคน (Tenkin) และการใช้มาตรฐานเดียวกัน (Kaizen) จะทำให้คุณภาพของสินค้าและบริการนิ่งเหมือนกันทั่วโลก
กรณีศึกษา: จากโต๊ะทำงานสู่การบริหารระดับโลก
ลองพิจารณาผู้บริหารระดับสูงของญี่ปุ่น ส่วนใหญ่พวกเขาไม่ได้เติบโตมาในแผนกเดียว แต่ผ่านการ Tenkin มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เคยเป็นทั้งพนักงานขายในชนบท เคยคุมโรงงานในต่างประเทศ และเคยทำแผนกลยุทธ์ในเมืองหลวง ประสบการณ์เหล่านี้เมื่อบวกกับ Mindset แบบ Kaizen ทำให้พวกเขาสามารถตัดสินใจบนพื้นฐานของความจริง ไปดูให้เห็นกับตา ไม่ใช่แค่ตัวเลขในกระดาษ

ที่มา: Tokhimo
บทที่ 4: ความท้าทายในโลกสมัยใหม่
อย่างไรก็ตาม ทั้ง Kaizen และ Tenkin กำลังถูกท้าทายด้วยค่านิยมของคนรุ่นใหม่ (Gen Z) และโลกหลังโควิด-19
- Kaizen ในโลกดิจิทัล: จากเดิมที่ปรับปรุงด้วยการขยับสิ่งของ (Physical) ปัจจุบันต้องทำ Kaizen บนซอฟต์แวร์และ AI เพื่อลดความสูญเปล่าของข้อมูล (Data Waste)
- วิกฤตของ Tenkin: คนรุ่นใหม่เริ่มให้ความสำคัญกับ Work-Life Balance และครอบครัวมากขึ้น การสั่งย้ายแบบบังคับ (Tenkin) เริ่มส่งผลต่อสุขภาพจิตและการลาออก ทำให้บริษัทญี่ปุ่นต้องปรับตัวด้วยการใช้ระบบ “สมัครใจย้าย” หรือเพิ่มค่าตอบแทนที่จูงใจขึ้น
บทส่งท้าย: เตรียมใจให้พร้อมก่อนก้าวสู่สนามจริง
สำหรับใครที่มีเป้าหมายจะไปทำงานที่ญี่ปุ่น การทำความเข้าใจ Kaizen และ Tenkin ไม่ใช่แค่การเรียนรู้ทฤษฎีบริหารจัดการ แต่คือการเตรียม “หัวใจ” ให้พร้อมรับวิถีการทำงานที่เข้มข้นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
หาก Kaizen คือการฝึกฝนให้คุณเป็นคนที่ “เก่งขึ้นในทุกวัน” ผ่านการใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ รอบตัว Tenkin ก็คือบททดสอบที่จะทำให้คุณกลายเป็นคนที่ “แกร่งขึ้นในทุกที่” จากการกล้าก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัย (Comfort Zone) เพื่อไปเรียนรู้สิ่งใหม่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย
การทำงานในญี่ปุ่นอาจไม่ได้ต้องการเพียงแค่คนที่ทำงานตามสั่งได้อย่างแม่นยำ แต่เขากำลังมองหาคนที่พร้อมจะพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดนิ่ง และพร้อมจะเติบโตไปกับองค์กรไม่ว่าจะถูกส่งไปอยู่ที่ไหนก็ตาม หากคุณพกพา Mindset ทั้งสองนี้ติดตัวไป ไม่ว่าเมืองที่คุณต้องไปอยู่จะเป็นโตเกียวที่วุ่นวาย หรือชนบทที่ห่างไกล คุณจะไม่ใช่แค่พนักงานที่ไปทำงานเลี้ยงชีพ แต่คุณคือนักสู้ ที่กำลังสะสมประสบการณ์เพื่อกลายเป็นบุคลากรที่หาตัวจับยากในอนาคต
สุดท้ายแล้ว ความลับของความสำเร็จในญี่ปุ่นอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าคุณ “เก่งแค่ไหน” แต่อยู่ที่ว่าคุณ “ไม่หยุดพัฒนา” และ “พร้อมจะปรับตัว” มากแค่ไหนต่างหาก
ไทย นิปปอน ทีม พร้อมให้คำปรึกษาตั้งแต่ขั้นตอนสมัครงาน จนถึงบินไปทำงานญี่ปุ่นจริง ฟรี!
คลิกที่นี่ เพื่อติดตามข่าวสารอัพเดตงานญี่ปุ่นก่อนใคร !
