ทำเอง vs จ้าง Outsource HR & Headhunter: Startup แบบไหนคุ้มกว่ากัน?

ช่วงที่ Startup เริ่มมีงานมากขึ้น เรื่องหนึ่งที่มักตามมาคือ “แล้วเราจะหาคนเพิ่มยังไง?”
ตอนแรกอาจให้ Founder หรือทีมที่มีอยู่ช่วยกันรับสมัคร ลงประกาศงาน อ่าน Resume และนัดสัมภาษณ์ไปก่อน เพราะยังไม่อยากเพิ่มค่าใช้จ่ายด้าน HR แต่พอบริษัทเริ่มโต ตำแหน่งที่ต้องรับก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย จากที่คิดว่า “เดี๋ยวช่วยกันหาเอง” ก็อาจกลายเป็นงานอีกก้อนที่กินเวลาของทีมไม่น้อย
ในจุดนี้ หลายบริษัทจึงเริ่มมองหาตัวเลือกอื่น ทั้งการจ้าง HR เพิ่ม การใช้บริการ Outsource HR หรือให้ Headhunter / Recruitment Agency เข้ามาช่วยหา Candidate
แต่แบบไหนเหมาะกับ Startup มากที่สุด?
จริง ๆ แล้วเรื่องนี้ไม่ได้มีคำตอบตายตัว เพราะแต่ละบริษัทมีจำนวนคน งบประมาณ และความต้องการในการจ้างไม่เหมือนกัน สิ่งที่ควรดูจึงไม่ใช่แค่ “แบบไหนถูกกว่า” แต่ต้องดูด้วยว่า ตอนนี้บริษัทกำลังเจอปัญหาอะไรในการหาคน
ทำ Recruitment เอง เหมาะกับ Startup แบบไหน?
การทำ Recruitment เองไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีทีม HR ขนาดใหญ่ บริษัทที่มีทีมเล็ก ๆ ก็สามารถดูแลเองได้ โดยเฉพาะในช่วงที่มีตำแหน่งเปิดไม่มาก
ตัวอย่างเช่น Startup มีตำแหน่งเปิด 2-3 ตำแหน่ง และเป็นงานที่ค่อนข้างหาผู้สมัครได้ง่าย ทีมภายในอาจลงประกาศผ่าน Job Board, Social Media หรือช่องทางของบริษัท แล้วคัด Resume และสัมภาษณ์กันเอง
ข้อดีคือทีมจะได้คุยกับ Candidate โดยตรง และคนในบริษัทก็อธิบายเรื่องงาน วัฒนธรรมองค์กร หรือสิ่งที่บริษัทกำลังทำอยู่ได้ละเอียด
อีกอย่างที่หลาย Startup ให้ความสำคัญคือเรื่องค่าใช้จ่าย เพราะการรับสมัครเองไม่มีค่าบริการจาก Recruitment Agency ในแต่ละตำแหน่ง
แต่สิ่งที่ต้องไม่ลืมคือ Recruitment ใช้เวลาของคนในทีม
การหาคนหนึ่งคนไม่ได้จบแค่การลงประกาศงาน แต่ยังมีการคัด Resume ติดต่อ Candidate นัดสัมภาษณ์ Follow-up และประสานงานกับคนในทีมอีกหลายขั้นตอน
ถ้าคนที่ทำหน้าที่เหล่านี้เป็น Founder หรือ Manager ที่ต้องดูแลงานหลักของบริษัทไปพร้อมกัน เวลาที่หายไปก็เป็นต้นทุนอย่างหนึ่งเหมือนกัน
ข้อมูลจาก SHRM ระบุว่า ในปี 2025 ค่าเฉลี่ยของ Time-to-Fill สำหรับตำแหน่งงานในองค์กรยังอยู่ในระดับหลายสัปดาห์ (เฉลี่ยที่ 44 วัน) ซึ่งสะท้อนว่าการหาคนมาทำงานอาจไม่ได้จบภายในไม่กี่วันอย่างที่หลายบริษัทคาดไว้
ดังนั้น การเปิดรับสมัครเองอาจเหมาะกับบริษัทที่มีคนดูแล มีเวลา และจำนวนตำแหน่งที่ต้องรับยังไม่มาก
ข้อมูลอ้างอิง : SHRM
Outsource HR ช่วยอะไรได้บ้าง?
ถ้า Startup เริ่มมีพนักงานมากขึ้น แต่ยังไม่ถึงจุดที่ต้องมี HR Team เต็มรูปแบบ การใช้ Outsource HR ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ
พูดง่าย ๆ คือ บริษัทสามารถให้ผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกเข้ามาช่วยดูแลงาน HR ตามขอบเขตที่ตกลงกันไว้ แทนที่จะต้องจ้าง HR Full-time มาดูทุกเรื่องตั้งแต่ต้น
ขอบเขตงานของ Outsource HR แต่ละเจ้าก็แตกต่างกัน บางรายช่วยเรื่อง Recruitment บางรายดูแล Payroll และงานเอกสาร หรือบางรายสามารถช่วยวางระบบ HR ให้กับบริษัทได้ด้วย
สำหรับ Startup ข้อดีคือไม่จำเป็นต้องสร้างทีม HR ขึ้นมาทั้งหมดในครั้งเดียว
เช่น บริษัทมีพนักงาน 20-30 คน แต่เริ่มมีทั้งเรื่องการรับสมัคร การจัดทำเอกสารพนักงาน การวางระบบ และงาน HR อื่น ๆ เข้ามาพร้อมกัน การมีผู้เชี่ยวชาญภายนอกเข้ามาช่วยบางส่วนอาจเหมาะกว่าการให้พนักงานคนหนึ่งรับทุกอย่างไว้คนเดียว
อย่างไรก็ตาม ก่อนใช้บริการควรดูให้ชัดว่า ผู้ให้บริการช่วยเรื่องไหนบ้าง
เพราะคำว่า Outsource HR ไม่ได้หมายความว่าทุกบริษัทจะให้บริการเหมือนกัน บางเจ้าถนัดงาน HR Operations ขณะที่บางเจ้าจะเน้น Recruitment หรือให้บริการหลายด้านรวมกัน

แล้ว Headhunter ต่างจาก Outsource HR ยังไง?
สองคำนี้มักถูกพูดถึงพร้อมกัน แต่จริง ๆ แล้วหน้าที่ค่อนข้างต่างกัน
Outsource HR จะมองภาพกว้างกว่า เพราะสามารถเข้ามาช่วยงาน HR ได้หลายด้านตาม Scope ที่ตกลงกัน ส่วน Headhunter หรือ Recruitment Agency จะเน้นไปที่การหาคนให้กับตำแหน่งที่บริษัทต้องการ โดยเฉพาะตำแหน่งที่หาคนค่อนข้างยาก เช่น Specialist, Manager หรือคนที่ต้องมีประสบการณ์เฉพาะด้าน
จุดที่ Headhunter เข้ามาช่วยได้คือการ Sourcing Candidate
เพราะผู้สมัครที่เหมาะกับตำแหน่งไม่ได้มีอยู่แค่คนที่กำลังส่ง Resume สมัครงาน บางคนยังไม่ได้คิดจะเปลี่ยนงานด้วยซ้ำ แต่มีประสบการณ์ที่ตรงกับสิ่งที่บริษัทกำลังหา
Recruiter ที่มีฐาน Candidate และประสบการณ์ในตลาดแรงงานจึงสามารถช่วยค้นหาและติดต่อคนกลุ่มนี้ได้
เรื่องนี้มีความสำคัญมากขึ้นเมื่อบริษัทต้องการคนที่มี Skill เฉพาะ เพราะยิ่งเงื่อนไขเยอะ จำนวน Candidate ที่ตรงก็ยิ่งน้อยลง
แน่นอนว่าบริษัทสามารถเลือกใช้ทั้งสองทางร่วมกันได้
Startup บางแห่งอาจทำ Recruitment เองสำหรับตำแหน่งทั่วไป แต่ใช้ Headhunter เมื่อมีตำแหน่งที่หายาก
หรือบริษัทอาจมี HR อยู่แล้ว แต่ให้ Outsource เข้ามาช่วยในช่วงที่กำลังขยายทีมและมีตำแหน่งเปิดจำนวนมาก
ดังนั้น การเลือกว่าจะทำ Recruitment เอง ใช้ Headhunter หรือใช้ Outsource HR ขึ้นอยู่กับว่า ตอนนี้บริษัทกำลังต้องการความช่วยเหลือด้านไหน และมีทรัพยากรภายในมากน้อยแค่ไหน
ก่อนตัดสินใจ ควรดูอะไรบ้าง?
1. ตอนนี้ต้องรับคนกี่ตำแหน่ง?
ถ้ามีตำแหน่งเปิดไม่กี่ตำแหน่ง การหาคนเองอาจยังจัดการได้ไม่ยาก แต่ถ้าต้องเปิดรับหลายตำแหน่งพร้อมกัน งานตั้งแต่ลงประกาศ คัด Resume ไปจนถึงนัดสัมภาษณ์ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
2. ตำแหน่งที่กำลังหา หายากแค่ไหน?
ถ้าเป็นตำแหน่งทั่วไปที่มี Candidate ในตลาดค่อนข้างเยอะ บริษัทอาจลองเริ่มจากการหาคนเองก่อนได้
แต่ถ้าต้องการคนที่มีประสบการณ์เฉพาะทาง หรือมี Requirement หลายข้อ การมี Recruiter เข้ามาช่วย Sourcing ก็อาจทำให้เข้าถึง Candidate ได้มากขึ้น
3. ใครเป็นคนรับผิดชอบเรื่องนี้?
ถ้าคนที่ต้องคัด Resume และนัดสัมภาษณ์คือ Founder หรือ Hiring Manager ลองดูด้วยว่า งาน Recruitment กำลังดึงเวลาจากงานหลักไปมากแค่ไหน
เพราะบางครั้งสิ่งที่บริษัทเสียไปอาจไม่ใช่แค่ค่าบริการ Recruitment แต่เป็นเวลาของคนในทีมที่ต้องหยุดจากงานหลักมาจัดการเรื่องการหาคน
4. บริษัทต้องการแค่ “คน” หรือกำลังต้องการ “ระบบ HR” ด้วย?
ถ้าต้องการคนสำหรับตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง Headhunter หรือ Recruitment Agency อาจตอบโจทย์มากกว่า
แต่ถ้าบริษัทกำลังเจอหลายเรื่องพร้อมกัน ทั้ง Recruitment, HR Process, เอกสาร หรือการจัดการพนักงาน Outsource HR ที่ช่วยดูงานได้หลายด้านก็อาจเหมาะกว่า
5. ตำแหน่งนี้สำคัญกับธุรกิจแค่ไหน?
บางตำแหน่งเปิดไว้สักระยะอาจยังไม่กระทบกับงานมากนัก แต่ถ้าเป็น Key Position ที่เกี่ยวข้องกับการเดินหน้าหรือการเติบโตของธุรกิจ การหาคนให้ได้เร็วและตรงก็ยิ่งสำคัญ
ในกรณีแบบนี้ การมองแค่ “ค่าบริการเท่าไหร่” อาจยังไม่พอ
ข้อมูลอ้างอิง : Consult-hub
“คุ้ม” ไม่ได้แปลว่า “ถูกที่สุด”
เวลาพูดถึง Recruitment หลายบริษัทอาจเริ่มจากคำถามว่า “ถ้าหาเอง น่าจะถูกกว่าจ้าง Headhunter ใช่ไหม?” จริง ๆ แล้วต้องคิดต้นทุนที่เกิดขึ้นระหว่างทางด้วย
สมมติว่าบริษัทใช้เวลา 1-2 เดือนในการหาคน ระหว่างนั้น Founder หรือ Manager ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อสัปดาห์ในการคัด Resume และสัมภาษณ์ Candidate แต่สุดท้ายยังไม่ได้คนที่ต้องการ
สิ่งที่เสียไปจึงไม่ได้มีแค่ค่าลงประกาศงาน แต่รวมถึงเวลาของทีม และ Opportunity Cost จากการที่ตำแหน่งนั้นยังไม่มีคนเข้ามารับผิดชอบงาน
ขณะเดียวกัน การจ้าง Recruitment Agency ก็ไม่ได้เหมาะกับทุกบริษัท
ถ้าบริษัทมีทีม Recruitment ที่แข็งแรงอยู่แล้ว มี Candidate เข้ามาอย่างต่อเนื่อง และสามารถปิดตำแหน่งได้เอง การทำ In-house ก็อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะกว่า
สุดท้ายแล้ว คำถามอาจไม่ใช่แค่ “วิธีไหนถูกกว่า?” แต่เป็น “วิธีไหนเหมาะกับสถานการณ์ของบริษัทตอนนี้มากกว่า?” เพราะต้นทุนของแต่ละบริษัทไม่เหมือนกัน และความคุ้มก็ไม่ได้วัดจากตัวเลขบนใบเสนอราคาเพียงอย่างเดียว
สำหรับบริษัทที่มีทีม HR อยู่แล้ว แต่กำลังเจอปัญหาเรื่องเวลา หาคนยาก หรือมี Candidate ที่ตรงกับ Requirement ไม่มาก การให้ Recruitment Agency เข้ามาช่วยเฉพาะบางตำแหน่งก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง โดยไม่จำเป็นต้อง Outsource งาน HR ทั้งหมด
Personnel Consultant ให้บริการจัดหางานตั้งแต่ทำความเข้าใจ Requirement ของบริษัท ค้นหาและคัดเลือก Candidate ไปจนถึงการประสานงานในกระบวนการสรรหา เพื่อช่วยให้บริษัทเข้าถึง Candidate ที่ตรงกับตำแหน่งที่ต้องการ
หากบริษัทกำลังมองหาคนและต้องการตัวช่วยด้าน Recruitment สามารถติดต่อ Personnel Consultant เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับตำแหน่งที่ต้องการได้ที่ https://www.personnelconsultant.co.th/en/contact/
About Us
Personnel Consultant Manpower (Thailand) Co., Ltd. ให้บริการด้านการจัดหางานและสรรหาบุคลากร ทั้งชาวไทยและชาวญี่ปุ่น มากว่า 30 ปี
ผู้สมัครสามารถลงทะเบียนฝากประวัติได้ที่ https://www.personnelconsultant.co.th/jobseeker/register_jobseeker/
หรือส่งเรซูเม่ (ภาษาอังกฤษ) ทางอีเมล jobs@personnelconsultant.co.th
🔸เพอร์ซันแนลฯ ดูแลทั้งคนหางานและองค์กรที่หาคน | สอบถามเพิ่มเติม
📧 Email: jobs@personnelconsultant.co.th
📞 Phone: 02-2608454
Contact & Follow Us
