กฎหมายแรงงาน อัปเดตล่าสุดปี 2569 ที่คนทำงานต้องรู้ ครบทั้งเวลางาน วันลา และสิทธิสำคัญ
กฎหมายแรงงาน อัปเดตล่าสุดปี 2568 ที่คนทำงานต้องรู้ ครบทั้งเวลางาน วันลา และสิทธิสำคัญ
ในยุคที่รูปแบบการทำงานมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นงานออฟฟิศ งานไฮบริด หรือการทำงานร่วมกับองค์กรต่างชาติ “ความรู้ด้านกฎหมายแรงงาน” กลายเป็นสิ่งที่คนทำงานทุกคนควรรู้ เพื่อปกป้องสิทธิของตนเอง และสามารถวางแผนชีวิตการทำงานได้อย่างมั่นใจ บทความนี้สรุป กฎหมายแรงงาน อัปเดตล่าสุดปี 2568 ที่สำคัญ ครอบคลุมตั้งแต่เวลาทำงาน วันหยุด วันลา ค่าล่วงเวลา ไปจนถึงกรณีเลิกจ้างที่คนทำงานทุกคนควรรู้
➀ เวลาทำงานและเวลาพัก
กฎหมายกำหนดเวลาการทำงานและเวลาพักของลูกจ้าง เพื่อช่วยรักษาสมดุลระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิต และป้องกันความเหนื่อยล้าสะสม ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
● เวลาทำงาน กฎหมายกำหนดให้ลูกจ้างทั่วไปทำงานได้ไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน และรวมแล้วไม่เกิน 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
● เวลาพัก ลูกจ้างต้องมีเวลาพักอย่างน้อย 1 ชั่วโมงต่อวัน โดยต้องอยู่ภายในช่วง 5 ชั่วโมงแรกของการทำงาน ทั้งนี้ เวลาพักสามารถแบ่งเป็นช่วงย่อยได้ เช่น พัก 2 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที หรือ 3 ครั้ง ครั้งละ 20 นาที แต่แต่ละครั้งต้องไม่น้อยกว่า 20 นาที และรวมกันแล้วไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมงต่อวัน
➁การทำงานล่วงเวลา (OT) และการทำงานในวันหยุด
การทำงานล่วงเวลา (Overtime) หรือการทำงานในวันหยุด สามารถเกิดขึ้นได้ในกรณีที่มีความจำเป็น แต่ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเสมอ หากลูกจ้างทำงานล่วงเวลาเกิน 2 ชั่วโมง นายจ้างต้องจัดให้มีเวลาพักอย่างน้อย 20 นาที เพื่อป้องกันความเหนื่อยล้าสะสม
ค่าตอบแทนสำหรับการทำงานนอกเวลาปกติถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจน ได้แก่
● ทำ OT ในวันทำงานปกติ → ได้ไม่น้อยกว่า 1.5 เท่าของค่าจ้างต่อชั่วโมง
● ทำ OT ในวันหยุด → ได้ 3 เท่าของค่าจ้างต่อชั่วโมง
ทำงานในวันหยุด
● หากมีสิทธิได้ค่าจ้างวันหยุด → ได้เพิ่ม 1 เท่า
● หากไม่มีสิทธิได้ค่าจ้างวันหยุด → ได้ไม่น้อยกว่า 2 เท่า
➂วันหยุด
วันหยุดเป็นวันที่ถูกกำหนด เพื่อให้ลูกจ้างได้พักผ่อน โดยหลักพรบ. คุ้มครองแรงงาน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ วันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี และวันหยุดพักผ่อนประจำปี
● วันหยุดประจำสัปดาห์: ลูกจ้างมีสิทธฺได้รับวันหยุดไม่น้อยกว่า 1 วันต่อสัปดาห์ และวันหยุดแต่ละรอบ ต้องห่างกันไม่เกิน 6 วันทำงาน
● วันหยุดตามประเพณี: หรือที่รู้จักในชื่อ “วันหยุดนักขัตฤกษ์” ไม่น้อยกว่า 13 วันต่อปี (รวมวันแรงงานแห่งชาติ) หากวันดังกล่าวตรงกับวันหยุดประจำสัปดาห์ จะต้องมี วันหยุดชดเชย ให้ สิ่งสำคัญคือ ลูกจ้างยังคงได้รับ ค่าจ้างในวันหยุดตามประเพณี เหล่านี้
● วันหยุดพักผ่อนประจำปี: ลูกจ้างที่ทำงานครบ 1 ปีมีสิทธิได้รับวันหยุดพักผ่อนประจำปีไม่น้อยกว่า 6 วันต่อปี โดยยังคงได้รับค่าจ้างตามปกติ
หากลูกจ้างที่ทำงานยังไม่ครบ 1 ปี นายจ้างสามารถพิจารณาให้วันหยุดตามสัดส่วนได้ เช่น ทำงาน 6 เดือน อาจได้รับสิทธิครึ่งหนึ่งของวันลาพักร้อน
④ วันลา
สิทธิการลาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ลูกจ้าง สามารถใช้ได้ตามความจำเป็น โดยนายจ้าง ยังคงต้องจ่ายค่าจ้างตามที่กฎหมายกำหนด ดังนี้
● การลาป่วย: ลูกจ้างสามารถลาป่วยได้ไม่เกิน 30 วันต่อปี โดยยังได้รับค่าจ้างตามปกติ หากลาป่วยเกิน 3 วันทำงานติดต่อกัน ต้องแสดงใบรับรองแพทย์
● ลากิจ: ลูกจ้างสามารถลาหยุด เพื่อทำธุระจำเป็น โดยยังได้รับค่าจ้าง ซึ่งจำนวนวันลา ขึ้นอยู่กับการกำหนดของนายจ้าง
● การลาคลอด: ลูกจ้างหญิงมีสิทธิลาคลอดก่อนและหลังคลอดสามารถลาได้ไม่เกิน 120 วัน โดยได้รับค่าจ้างไม่เกิน 45–60 วัน (ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของนายจ้างและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง)
● ลาทำหมัน: ลูกจ้างสามารถลาหยุด เพื่อทำหมันได้ตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนด พร้อมรับค่าจ้างในวันที่ลา
● ลารับราชการทหาร: ลูกจ้างชายที่ได้รับเรียกกำลังพล เพื่อฝึกวิชาทหาร สามารถลาได้ตามจำนวนวันที่ถูกเรียก แต่ไม่เกิน 60 วันต่อปี พร้อมได้รับค่าจ้างตามปกติ
⑤ค่าชดเชยกรณีเลิกจ้าง
ในกรณีที่ลูกจ้างถูกเลิกจ้าง จะมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามอายุงาน ซึ่งค่าชดเชยนี้จะช่วยให้ลูกจ้างมีระยะเวลาในการตั้งตัวและหางานใหม่ โดยมีสิทธิดังนี้
หากลูกจ้างทำงานมาแล้วครบ 120 วัน แต่ไม่ถึง 1 ปี → นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชย เท่ากับค่าจ้างการทำงาน 30 วัน
● หากลูกจ้างทำงานมาแล้ว 1 ปี แต่ไม่ถึง 3 ปี → นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชย เท่ากับค่าจ้างการทำงาน 90 วัน
● หากลูกจ้างทำงานมาแล้ว 3 ปี แต่ไม่ถึง 6 ปี → นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชย เท่ากับค่าจ้างการทำงาน 180 วัน
● หากลูกจ้างทำงานมาแล้ว 6 ปี แต่ไม่ถึง 10 ปี → นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชย เท่ากับค่าจ้างการทำงาน 240 วัน
● หากลูกจ้างทำงานมาแล้ว 10 ปี แต่ไม่ถึง 20 ปี → นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชย เท่ากับค่าจ้างการทำงาน 300 วัน
● หากลูกจ้างทำงานมาแล้ว 20 ปีขึ้นไป → นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชย เท่ากับค่าจ้างการทำงาน 400 วัน
กรณีเลิกจ้างจากการปรับโครงสร้าง / เทคโนโลยี หากองค์กรมีการปรับโครงสร้าง หรือใช้เทคโนโลยีแทนแรงงาน นายจ้างต้องแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 60 วัน หากไม่แจ้ง จะต้องจ่ายค่าชดเชยเพิ่มอีก 60 วัน และสำหรับลูกจ้างที่ทำงานตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป จะได้รับ “ค่าชดเชยพิเศษเพิ่มเติม” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลไกในการคุ้มครองแรงงานระยะยาว
กรณีย้ายสถานประกอบการ หากมีการย้ายสถานที่ทำงาน นายจ้างต้องแจ้งลูกจ้างล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน
หากลูกจ้างไม่ประสงค์ย้ายตาม สามารถปฏิเสธได้ และมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษ ในกรณีที่นายจ้างไม่แจ้งล่วงหน้า จะต้องจ่ายค่าชดเชยเพิ่มอีก 30 วัน
❌ กรณีที่ไม่ได้รับค่าชดเชย แม้ว่ากฎหมายจะคุ้มครองลูกจ้างในหลายกรณี แต่ก็มีข้อยกเว้น เช่น ลาออกเอง , กระทำทุจริต หรือผิดวินัยร้ายแรง , ละทิ้งหน้าที่ติดต่อกัน 3 วัน , ฝ่าฝืนกฎระเบียบหลังจากได้รับคำเตือน , ถูกจำคุกตามคำพิพากษา กรณีเหล่านี้ ลูกจ้างจะไม่ได้รับค่าชดเชยตามกฎหมาย
กฎหมายแรงงานปี 2569 / พรบ.คุ้มครองแรงงาน เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยคุ้มครองสิทธิของคนทำงาน ทั้งในด้านเวลาทำงาน วันหยุด ค่าตอบแทน และความมั่นคงในการจ้างงาน การเข้าใจและรู้สิทธิของตนเอง ไม่เพียงช่วยป้องกันการถูกเอาเปรียบ แต่ยังช่วยให้สามารถวางแผนชีวิตและเส้นทางอาชีพได้อย่างมั่นใจ ในโลกการทำงานยุคใหม่ “ความรู้” ไม่ได้มีแค่ทักษะการทำงาน แต่รวมถึงการรู้สิทธิของตัวเองด้วยเช่นกัน
ที่มาและข้อมูลอ้างอิง : กระทรวงแรงงาน , e-Labour , Humansoft
About Us
หางานบริษัทญี่ปุ่นและบริษัทชั้นนำกับ “Personnel Consultant”
บริษัทจัดหางาน เพอร์ซันแนล คอนซัลแตนท์ (ประเทศไทย) จำกัด เราคือผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดหางานและสรรหาบุคลากรในกรุงเทพฯ ที่ได้รับความไว้วางใจมานานกว่า 30 ปี เราเป็นตัวกลางสำคัญในการเชื่อมโยงผู้สมัครงานชาวไทยและชาวญี่ปุ่นเข้ากับบริษัทชั้นนำ
ท่านที่มองหางาน สนใจทำงานบริษัทญี่ปุ่น ไทยและต่างชาติ ลงทะเบียนสมัครงานกับเพอร์ซันแนลฯ ฟรี!! ไม่มีค่าใช้จ่าย
สอบถามโทร 02-2608454 หรือส่งเรซูเม่ (ภาษาอังกฤษ) jobs@personnelconsultant.co.th
ต้องการฝากประวัติ Click
Contact & Follow Us

