Outing แบบไหนที่พนักงานอยากไป (และแบบไหนที่อยากหนี)
Outing แบบไหนที่พนักงานอยากไป (และแบบไหนที่อยากหนี)
เคยไหม… แค่เห็นอีเมลขึ้นว่า “แจ้งกำหนดการ Company Outing ประจำปี ” จะมีคนอยู่สองประเภท คือ กลุ่มหนึ่งจะรีบเปิดดูทันที พร้อมความรู้สึกตื่นเต้น รีบเคลียร์งาน เตรียมชุด เตรียมกล้อง รอวันเดินทางอย่างใจจดใจจ่อ ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งกลับรู้สึกตรงกันข้าม แค่เห็นอีเมลแจ้งกำหนดการก็แอบถอนหายใจ และเริ่มคิดหาข้ออ้างในใจว่า “จำเป็นต้องไปไหมนะ” “ต้องไปจริงเหรอ…” นี่คือความจริงที่หลายองค์กรอาจยังไม่รู้
แม้ว่าในยุคที่การทำงานแบบ Hybrid หรือ Work from Home กลายเป็นเรื่องปกติ แต่กิจกรรม Company Outing ยังคงมีบทบาทสำคัญที่เทคโนโลยีไม่สามารถมาทดแทนได้ เพราะเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยเชื่อมความสัมพันธ์ภายในองค์กรหรือระหว่างแผนก ลดช่องว่างระหว่างหัวหน้ากับลูกทีม เพิ่มการมีส่วนร่วมของพนักงาน (Engagement) และทำให้พนักงานรู้สึกผูกพันเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร แต่…ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อกิจกรรมนั้น “ตอบโจทย์คนทำงานหรือพนักงานจริงๆ”
Outing และกิจกรรมแบบไหนที่พนักงานอยากไป
หากองค์กรต้องการให้ Company Outing เป็นสิ่งที่พนักงานอยากไปร่วมโดยไม่ต้องถูกบังคับ จำเป็นต้องเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของคนทำงาน ซึ่งลักษณะของกิจกรรมที่พนักงานชื่นชอบและอยากไปมีดังนี้
1.เน้นการได้พักผ่อนอย่างแท้จริง: Outing ในฝันของคนส่วนใหญ่คือ“ได้พัก” พนักงานส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการกิจกรรมที่ยิ่งใหญ่อลังการ แต่ต้องการเวลาพัก ไม่ใช่การเปลี่ยนโลเคชั่นไปทำงานนอกสถานที่ ดังนั้นตารางกิจกรรมจึงไม่ควรแน่นเกินไป ไม่ต้องตื่นเช้าเหมือนวันทำงาน และควรมีเวลาอิสระ (Free time) ให้ได้พักผ่อนจริงๆ
2.มีทางเลือกและเคารพความแตกต่าง: ความสนุกและความชอบของพนักงานแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนชอบแบบลุย เช่น Adventure / Team building บางคนชอบสายชิล เน้น คาเฟ่ / ถ่ายรูป / พักผ่อน เป็นต้น ดังนั้น Outing ที่ดีควรมีหลาย option ไม่บังคับทุกคนทำเหมือนกัน การมีตัวเลือกให้พนักงานจึงสำคัญมาก ฉะนั้นจึงควรเป็นกิจกรรมที่เลือกได้ไม่ใช่ต้องทำเหมือนกันหมด
3.กิจกรรมมีความเป็นธรรมชาติ ไม่ฝืน: หลายคนเคยเจอเกมละลายพฤติกรรมที่บังคับและฝืนเกินไป เช่น ต้องเต้น ต้องแสดง ต้องพูดอะไรที่ไม่เป็นตัวเอง ทำให้รู้สึกอึดอัด (cringe) แต่สิ่งที่คนอยากได้จริงๆ คือ กิจกรรมที่เป็นธรรมชาติ ไม่ทำให้รู้สึกอึดอัด และไม่ต้องแสดงว่ามีความสุข
4.กินดี อยู่ดี: เรื่องพื้นฐานอย่างโรงแรมที่พักและอาหารที่ดีมีความสำคัญอย่างมาก หลายครั้งแค่มีบุฟเฟต์ดีๆ ก็ทำให้พนักงานประทับใจมากกว่าการเล่นเกมถึง 10 อย่าง
ในมุมของพนักงาน Outing ที่ดีไม่ใช่กิจกรรมที่ยิ่งใหญ่หรือแน่นตาราง แต่คือประสบการณ์ที่ “ได้พักจริง” คนส่วนใหญ่ไม่ได้อยากตื่นเช้าเพื่อทำกิจกรรมทั้งวัน แต่ต้องการเวลา free time ได้เลือกใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง ได้ชาร์จพลังมากกว่าถูกใช้พลัง นอกจากนี้ การมี “ตัวเลือก” ก็สำคัญ เพราะพนักงานแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนอยากลุย บางคนอยากชิล ถ้าองค์กรออกแบบให้ทุกคนต้องทำเหมือนกันหมด ความสนุกจะกลายเป็นความอึดอัดทันที
Outing แบบที่พนักงานอยากหนี
1. ตารางแน่นจนไม่มีเวลาหายใจ เต็มไปด้วยกิจกกรม ตั้งแต่ตื่น 7 โมง ทำกิจกรรมทั้งวัน มีงานกลางคืนต่อ เหนื่อยกว่ามาทำงาน กลับมาคือหมดพลัง คนไม่ได้อยากใช้พลัง แต่อยากชาร์จพลัง
2. บังคับเข้าร่วมทุกกิจกรรม คำว่าต้องเข้าร่วมทุกคนคือ Red Flag ของ outing เพราะคน Introvert และคนที่ไม่ถนัดกิจกรรมบางอย่างจะจะอึดอัดและเครียด การบังคับเท่ากับการลด Engagement ทันที
3. กิจกรรมที่ดูเหมือนสนุกแต่จริงๆ ไม่สนุก ไม่ว่าจะเป็นเกมที่ยืดยาว กิจกรรมที่ต้องเฟคความสนุก หรือ MC ที่พยายามฝืนบรรยากาศ คนดูออกทันทีว่า“สนุกจริง” หรือ “ต้องทำเหมือนสนุก”
4. มีลำดับชั้นชัดเจนเกินไป Outing ที่ยังมี หัวหน้าสั่งลูกทีมต้องทำตาม ยิ่งตอกย้ำระยะห่างและทำให้คนไม่กล้าเป็นตัวของตัวเอง หรือไม่มีความเป็นกันเอง จะทำให้บรรยากาศเกร็ง ดังนั้น Outing ควรลดกำแพงของตำแหน่ง
5. ไม่มี Meaning หรือ Purpose หากกิจกรรมจัดขึ้นเพียงเพราะต้องมีแต่ไม่ได้ตอบว่าทำไปเพื่ออะไร ผลคือพนักงานไม่อินและทำไปแบบผ่านๆ เท่านั้น อย่าลืมว่า คนยุคใหม่อยากรู้ว่ากิจกรรมนี้มีความหมายอะไรกับเขา
Checklist สำหรับ HR และองค์กรก่อนจัด Outing
ก่อนจะจัด Outing หลายองค์กรอาจโฟกัสที่ทำยังไงให้สนุก แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ ทำยังไงให้คนอยากไปจริงๆ เพราะ Outing ที่ดีไม่ได้วัดจากงบประมาณหรือจำนวนกิจกรรม แต่วัดจากความรู้สึกของพนักงานหลังจบทริปว่าเขา ได้พัก ได้สร้างคาวามสัมพันธ์ และอยากไปอีกครั้งหรือไม่ ลองใช้ Checklist นี้เป็นตัวช่วยคิด ก่อนตัดสินใจจัดกิจกรรมครั้งถัดไป
1. พนักงาน “อยากไป” หรือ “แค่ต้องไป”? ลองฟังเสียงจริงของพนักงาน ไม่ใช่แค่สมมติเอาเอง อาจใช้แบบสอบถามสั้นๆ หรือพูดคุยกับตัวแทนทีม เพื่อดูว่าเขาคาดหวังอะไร และอยากได้ outing แบบไหน
2. กิจกรรมมีความยืดหยุ่น มากพอหรือไม่? หลีกเลี่ยงการบังคับให้ทุกคนทำเหมือนกันหมด ควรมีหลายตัวเลือก เช่น สายลุย / สายชิล / สายพัก เพื่อให้แต่ละคนเลือกในแบบที่เป็นตัวเอง
3. มีเวลาพักจริง หรือแค่ตารางแน่นทั้งวัน Outing ที่ดีควรมีช่องว่างให้คนได้พัก ได้ใช้เวลาแบบไม่ต้องทำอะไร เพราะหลายคนต้องการ recharge มากกว่า activity
4. คน Introvert จะรู้สึกโอเคไหม? ลองมองจากมุมคนที่ไม่ชอบเข้าสังคมมาก กิจกรรมมีความกดดันไหม ต้องแสดงออกมากเกินไปหรือเปล่า ถ้าเขารู้สึกปลอดภัย นั่นแปลว่าคุณออกแบบมาดีแล้ว
5. บรรยากาศลดกำแพง หรือ ยิ่งสร้างระยะห่าง Outing ควรทำให้หัวหน้าและลูกทีมคุยกันง่ายขึ้น ไม่ใช่ยังคงความเป็นทางการหรือมีลำดับชั้นชัดเจนเหมือนในออฟฟิศ
6. มี Purpose ชัดเจนหรือไม่ กิจกรรมนี้จัดเพื่ออะไร? เพื่อให้คนรู้จักกันมากขึ้น? เพื่อขอบคุณพนักงาน? หรือเพื่อ recharge ทีม? ถ้าเป้าหมายชัด การออกแบบกิจกรรมจะชัดตาม
7. ถ้าเราเป็นพนักงาน เราจะ “อยากไปไหม”? คำถามง่ายๆ แต่ทรงพลังที่สุด ลองเอาตัวเองไปอยู่ในมุมพนักงานจริงๆ แล้วตอบอย่างตรงไปตรงมา
สุดท้ายแล้ว Outing ที่ดีไม่จำเป็นต้องพยายามให้สนุกมากเกินไป แต่ควรเป็นพื้นที่ที่ทำให้คนรู้สึกสบายใจ เป็นตัวเองและได้มีปฏิสัมพันธ์กันแบบธรรมชาติ เพราะสิ่งที่พนักงานอยากได้จริงๆ ไม่ใช่แค่กิจกรรม แต่คือความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อองค์กรหลังจากวันนั้นจบลง Outing ที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่ทริปใหญ่ปลายปี แต่อาจเป็นแค่ “มื้ออาหารดีๆ กับทีมที่คุยกันรู้เรื่อง” ก็พอแล้ว
ข้อมูลอ้างอิง : JobsDB , CWTower , Disruptignite.
About Us
บริษัทจัดหางาน เพอร์ซันแนล คอนซัลแตนท์ฯ เราเป็นบริษัทจัดหางานญี่ปุ่นในกรุงเทพ ให้บริการจัดหางานและสรรหาบุคลากรที่มีความสามารถทั้งชาวไทยและญี่ปุ่นมาเป็นเวลากว่า 30 ปี
ท่านที่มองหางาน สนใจทำงานบริษัทญี่ปุ่น ไทยและต่างชาติ ลงทะเบียนสมัครงานกับเพอร์ซันแนลฯ ฟรี!! ไม่มีค่าใช้จ่าย
ต้องการฝากประวัติ Click
สอบถามโทร 02-2608454 หรือส่งเรซูเม่ (ภาษาอังกฤษ) jobs@personnelconsultant.co.th
Contact & Follow Us

