2026.08.03หางาน • สัมภาษณ์งาน

Career Objective คืออะไร? ต่างจาก “เกี่ยวกับฉัน” ในเรซูเม่อย่างไร

Career Objective คืออะไร? ต่างจาก “เกี่ยวกับฉัน” ในเรซูเม่อย่างไร

หากคุณกำลังเขียนเรซูเม่ โดยเฉพาะในช่วงสมัครงานครั้งแรกหรือกำลังเปลี่ยนงาน อาจเคยเห็นคำว่า Career Objective และ เกี่ยวกับฉัน (About Me หรือ Professional Summary) แล้วสงสัยว่าทั้งสองอย่างนี้ต่างกันอย่างไร และควรเลือกใช้แบบไหน

แม้ว่าจะอยู่ด้านบนของเรซูเม่เหมือนกัน แต่ทั้งสองส่วนมีหน้าที่ต่างกัน หากเลือกใช้ให้เหมาะกับประสบการณ์ของตัวเอง ก็จะช่วยให้ HR เข้าใจข้อมูลของคุณได้ง่ายขึ้น

Career Objective คืออะไร? พร้อมตัวอย่าง

Career Objective คือข้อความสั้น ๆ ที่บอกถึง เป้าหมายในการทำงาน และสิ่งที่คุณต้องการจากตำแหน่งที่สมัคร รวมถึงบอกว่าคุณอยากนำความรู้และทักษะที่มีไปต่อยอดในตำแหน่งนั้นอย่างไร

โดยทั่วไปจะมีความยาวประมาณ 2–3 ประโยค และอยู่บริเวณด้านบนของเรซูเม่ เพื่อให้ HR เข้าใจว่าคุณกำลังมองหางานแบบไหน และมีเป้าหมายในการทำงานอย่างไร

Career Objective เหมาะกับผู้ที่ยังมีประสบการณ์ทำงานไม่มาก เช่น
– นักศึกษาจบใหม่
– ผู้ที่กำลังฝึกงาน
– ผู้ที่เปลี่ยนสายงาน
– ผู้ที่กลับเข้าสู่ตลาดแรงงานหลังเว้นช่วงการทำงาน

Career Objective ควรยาวกี่บรรทัด?

Career Objective ไม่จำเป็นต้องเขียนยาว เพราะเรซูเม่ควรอ่านง่ายและเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว

โดยทั่วไป Career Objective ควรมีความยาวประมาณ 2–3 ประโยค หรือไม่เกิน 3–4 บรรทัด ก็เพียงพอ โดยเน้นบอกเป้าหมายในการทำงาน ทักษะที่เกี่ยวข้อง และเหตุผลที่คุณสนใจตำแหน่งนั้น

อีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามคือ ควรปรับ Career Objective ให้เหมาะกับแต่ละตำแหน่งที่สมัคร แทนการใช้ข้อความเดียวกันทุกบริษัท เพราะจะช่วยให้ HR เห็นว่าคุณตั้งใจสมัครงานนั้นจริง ๆ

ตัวอย่าง Career Objective

Fresh graduate with a Bachelor’s degree in Business Administration seeking an opportunity to develop my skills in marketing. Eager to learn, adapt quickly, and contribute to the company’s growth.

หรือหากเขียนเป็นภาษาไทย

ต้องการเริ่มต้นทำงานในสายการตลาด เพื่อนำความรู้จากการศึกษาและประสบการณ์จากกิจกรรมต่าง ๆ มาพัฒนาต่อยอด พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่และเติบโตไปพร้อมกับองค์กร

“เกี่ยวกับฉัน” (Professional Summary) คืออะไร?

ส่วน “เกี่ยวกับฉัน” หรือ Professional Summary เป็นข้อความที่ใช้ สรุปประสบการณ์ ความสามารถ และจุดเด่นของผู้สมัคร เพื่อให้ HR เห็นภาพรวมของประสบการณ์ ทักษะ และความเชี่ยวชาญของคุณตั้งแต่เปิดเรซูเม่

พูดง่าย ๆ คือ ถ้า Career Objective เน้นเป้าหมายในการทำงาน ส่วน Professional Summary จะเน้นสิ่งที่คุณเคยทำและสิ่งที่คุณทำได้

จึงเหมาะกับผู้ที่มีประสบการณ์ทำงานแล้ว และต้องการสรุปทักษะหรือประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งงาน

บทความแนะนำ : วิธีเขียน “เกี่ยวกับฉัน” ในเรซูเม่ให้โดนใจ HR

ตัวอย่าง Professional Summary

Marketing Executive with over 5 years of experience in digital marketing, content strategy, and campaign management. Skilled in SEO, social media marketing, and data analysis with a proven ability to increase online engagement.

ตัวอย่างภาษาไทย

มีประสบการณ์ด้านการตลาดดิจิทัลกว่า 5 ปี เชี่ยวชาญด้านการวางแผนคอนเทนต์ การทำ SEO และการบริหารแคมเปญออนไลน์ สามารถวิเคราะห์ข้อมูลและพัฒนากลยุทธ์เพื่อเพิ่มการเข้าถึงและยอดขายได้

Career Objective จำเป็นต้องมีในเรซูเม่ไหม?

ไม่จำเป็น เพราะเรซูเม่แต่ละคนไม่เหมือนกัน การจะใส่ Career Objective หรือไม่ ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และตำแหน่งที่สมัคร

หากคุณเพิ่งเรียนจบ กำลังเปลี่ยนสายงาน หรือยังมีประสบการณ์ทำงานไม่มาก การเขียน Career Objective จะช่วยให้ HR เข้าใจได้ตั้งแต่ต้นว่าคุณสนใจงานด้านไหน และต้องการเติบโตในสายงานอย่างไร

แต่ถ้าคุณมีประสบการณ์ทำงานมาระยะหนึ่งแล้ว การใช้ Professional Summary มักตอบโจทย์มากกว่า เพราะสามารถสรุปทักษะและประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งนั้นได้ทันที

หากเลือกใช้เพียงส่วนเดียวให้เหมาะกับประสบการณ์ของตัวเอง ก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องใส่ทั้ง Career Objective และ Professional Summary ในเรซูเม่ฉบับเดียว

ข้อมูลอ้างอิง : Resume.in.th

ควรเลือกเขียนแบบไหนดี?

ไม่มีคำตอบตายตัวว่าต้องเลือกแบบไหน เพราะขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละคน

เลือก Career Objective หากคุณ
– เพิ่งเรียนจบ
– มีประสบการณ์ทำงานน้อย
– กำลังเปลี่ยนอาชีพ
– ต้องการอธิบายเป้าหมายในการทำงาน

เลือก Professional Summary หากคุณ
– มีประสบการณ์ทำงานแล้ว
– มีผลงานหรือความเชี่ยวชาญที่ต้องการนำเสนอ
– ต้องการให้ HR เห็นจุดแข็งตั้งแต่เปิดเรซูเม่

สามารถเขียนทั้งสองอย่างได้ไหม?

ไม่จำเป็น เรซูเม่ควรกระชับและอ่านง่าย หากใส่ทั้ง Career Objective และ Professional Summary พร้อมกัน อาจทำให้ข้อมูลซ้ำซ้อนและกินพื้นที่โดยไม่จำเป็น แนะนำให้เลือกเพียงส่วนเดียวที่เหมาะกับประสบการณ์ของคุณมากที่สุด

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

หลายคนมักเขียนข้อความที่กว้างเกินไป เช่น ต้องการทำงานในบริษัทที่มั่นคงเพื่อพัฒนาตัวเอง หรือ เป็นคนขยัน อดทน รับผิดชอบ

แม้จะเขียนได้ แต่ข้อความลักษณะนี้พบได้บ่อย ทำให้ HR มองไม่เห็นว่าคุณมีจุดเด่นอะไร ลองเพิ่มข้อมูลที่เฉพาะเจาะจง เช่น ทักษะที่เกี่ยวข้อง ความเชี่ยวชาญ หรือเป้าหมายที่สอดคล้องกับตำแหน่งงาน จะช่วยให้ HR เห็นจุดแข็งของคุณได้ชัดเจนกว่าการใช้ข้อความกว้าง ๆ

Career Objective และ “เกี่ยวกับฉัน” มีหน้าที่ต่างกัน แม้จะอยู่ในตำแหน่งเดียวกันของเรซูเม่

หากคุณเป็นนักศึกษาจบใหม่ ผู้ที่กำลังเปลี่ยนสายงาน หรือยังมีประสบการณ์ไม่มาก การเขียน Career Objective จะช่วยให้ผู้ว่าจ้างเข้าใจเป้าหมายในการทำงานของคุณได้ชัดเจน

แต่หากคุณมีประสบการณ์ทำงานและต้องการนำเสนอความสามารถหรือผลงานที่ผ่านมา การเขียน Professional Summary หรือ “เกี่ยวกับฉัน” จะช่วยให้ HR เข้าใจประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของคุณได้เร็วขึ้น

สิ่งสำคัญไม่ใช่ว่าจะเลือกเขียน Career Objective หรือ “เกี่ยวกับฉัน” แต่คือเลือกให้เหมาะกับประสบการณ์ของตัวเอง และเขียนให้ตรงกับตำแหน่งที่สมัคร เพราะเรซูเม่ที่ดีไม่จำเป็นต้องยาว แต่อ่านแล้วเข้าใจได้ทันทีว่าคุณเหมาะกับงานนั้นอย่างไร

ข้อมูลอ้างอิง : JobThai, Medium

Tips!
หากสมัครหลายตำแหน่ง ไม่ควรใช้ Career Objective ข้อความเดียวกันทั้งหมด ลองปรับเนื้อหาให้ตรงกับแต่ละตำแหน่งที่สมัคร เพราะจะช่วยให้ HR เห็นว่าคุณสนใจและเตรียมตัวมาสำหรับงานนั้นจริง ๆ

About Us

Personnel Consultant Manpower (Thailand) Co., Ltd. ให้บริการด้านการจัดหางานและสรรหาบุคลากร ทั้งชาวไทยและชาวญี่ปุ่น มากว่า 30 ปี
ผู้สมัครสามารถลงทะเบียนฝากประวัติได้ที่ https://www.personnelconsultant.co.th/jobseeker/register_jobseeker/
หรือส่งเรซูเม่ (ภาษาอังกฤษ) ทางอีเมล jobs@personnelconsultant.co.th

🔸เพอร์ซันแนลฯ ดูแลทั้งคนหางานและองค์กรที่หาคน | สอบถามเพิ่มเติม
📧 Email: jobs@personnelconsultant.co.th
📞 Phone: 02-2608454

Contact & Follow Us