Job Description กับ Resume ต้อง Match แค่ไหน? เช็ก 7 จุดก่อนสมัครงาน
เคยไหมคะ เห็นประกาศงานแล้วรู้สึกว่า “งานนี้น่าจะตรงกับเรา” เพราะเคยทำงานลักษณะใกล้เคียงกันมาก่อน แต่พอเปิด Resume กลับไม่รู้ว่าจะเขียนยังไงให้ HR เห็นว่าเราเคยทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับงานนี้
จริง ๆ แล้วบางครั้งเราอาจมีประสบการณ์ตรงอยู่แล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้เขียนออกมาให้เห็นชัดว่าเกี่ยวข้องกับตำแหน่งที่กำลังสมัคร
ในบทความนี้จะพาไปดู 7 จุดที่ควรเช็กระหว่าง Job Description กับ Resume เพื่อช่วยให้เราเลือกเล่าประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องได้ชัดขึ้น โดยไม่ต้องพยายามใส่ทุกอย่างลงไปใน Resume

7 จุดที่ควรเช็ก เมื่ออยากให้ Resume ตรงกับงานมากขึ้น
1. อ่าน Job Description ให้จบก่อน
ก่อนจะกลับมาแก้ Resume ลองอ่าน JD ให้จบก่อน
อย่าเพิ่งรีบเปิด Resume แล้วหาคำที่จะใส่ลงไปทันที เพราะบางครั้งเราเห็นแค่ Job Title กับเงินเดือนก็เริ่มคิดแล้วว่าจะเขียนอะไร แต่ยังไม่ได้ดูด้วยซ้ำว่างานนี้ต้องรับผิดชอบอะไรบ้าง
ลองดูให้ครบทั้ง
– หน้าที่รับผิดชอบ
– ประสบการณ์ที่บริษัทต้องการ
– ทักษะที่จำเป็น
– ภาษา
– โปรแกรมหรือเครื่องมือที่ใช้
– วุฒิการศึกษา
– เงื่อนไขอื่น ๆ ของตำแหน่ง
แล้วค่อยกลับมาดูว่า Resume ของเรามีอะไรที่ตรงกับสิ่งเหล่านี้บ้าง
สมมติบริษัทกำลังหา Sales Executive และใน JD ระบุว่าหน้าที่หลักคือดูแลลูกค้าเดิม หาลูกค้าใหม่ ทำใบเสนอราคา ติดตามยอดขาย และประสานงานกับทีมภายใน
ถ้าคุณเคยทำงาน Sales มาก่อน ลองนึกย้อนดูว่า ที่ผ่านมาเคยรับผิดชอบงานอะไรบ้าง เพราะบางทีคุณอาจเคยทำมาหลายอย่างและตรงกับงานที่กำลังสมัครอยู่แล้ว แต่ใน Resume กลับเขียนไว้แค่ Responsible for sales activities and customer support ซึ่งยังบอกไม่ค่อยได้ว่าคุณทำ Sales ด้านไหนมาบ้าง ทั้งที่จริง ๆ แล้วมีประสบการณ์ที่ตรงกับงานอยู่แล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้เขียนรายละเอียดเหล่านั้นลงไปใน Resume
2. ดูว่าใน JD มีคำไหนที่ตรงกับประสบการณ์เรา
หลังจากอ่าน JD แล้ว ลองสังเกตดูว่ามีคำไหนที่เกี่ยวข้องกับงานที่เราเคยทำมาบ้าง เช่น ตำแหน่ง Marketing อาจเจอคำว่า Content Marketing / Social Media / SEO / Digital Marketing / Google Analytics
หากคุณเคยทำ SEO จริง ก็ควรระบุคำว่า SEO ไว้ใน Resume แทนการเขียนกว้าง ๆ ว่า “ดูแลเว็บไซต์” หรือถ้าเคยทำ Social Media ก็อาจระบุเพิ่มเติมว่าเคยดูแลช่องทางไหน ทำ Content ประเภทอะไร รวมถึงมีหน้าที่วางแผนหรือวิเคราะห์ผลหรือไม่
การระบุรายละเอียดแบบนี้ช่วยให้ทั้งระบบและคนอ่านเห็นประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องได้ง่ายขึ้น เพราะถ้า HR กำลังมองหาคนที่มีประสบการณ์ด้าน SEO แล้วเห็นคำว่า SEO อยู่ใน Resume ก็จะเข้าใจได้ทันทีว่าประสบการณ์ส่วนนี้เกี่ยวข้องกับตำแหน่งที่สมัคร
แต่ถ้าไม่เคยทำ ก็ไม่จำเป็นต้องใส่นะคะ เพราะการ Match Resume กับ JD ไม่ได้หมายความว่าเราต้องหยิบทุก Keyword จากประกาศงานมาใส่ใน Resume แต่ควรเริ่มจาก “เราเคยทำอะไรจริง” แล้วค่อยดูว่า “ประสบการณ์นั้นตรงกับสิ่งที่บริษัทกำลังหาอย่างไร”
3. ชื่อตำแหน่งเดิมไม่ตรง ก็ไม่ได้แปลว่าไม่มีโอกาส
บางคนเห็นว่า Job Title เดิมไม่ตรงกับตำแหน่งที่กำลังสมัคร ก็อาจคิดว่า Resume ของตัวเองคงไม่ Match กับงานนั้น แต่จริง ๆ แล้ว Job Title เป็นเพียงส่วนหนึ่งค่ะ สิ่งที่ควรดูต่อคือหน้าที่และความรับผิดชอบที่เคยทำมา เช่น เคยทำ Customer Service Officer กำลังสมัคร Sales Coordinator
แม้ชื่อตำแหน่งจะไม่เหมือนกัน แต่ถ้างานเดิมเคยดูแลลูกค้า รับ Order ทำใบเสนอราคา ประสานงานกับ Sales และติดตามการส่งสินค้า ก็จะเห็นได้ว่ามีหลายส่วนที่เกี่ยวข้องกับงาน Sales Coordinator เพราะฉะนั้น ในกรณีแบบนี้ ลองใช้รายละเอียดใต้ Job Title ช่วยอธิบายงานที่เคยทำจริงให้ชัดขึ้น
แทนที่จะเขียนไว้เพียงว่า Customer Service Officer
อาจเพิ่มรายละเอียด เช่น
– Handled customer orders and followed up delivery schedules.
– Prepared quotations and sales-related documents.
– Coordinated with Sales and Production teams.
แบบนี้คนอ่านจะเข้าใจได้มากขึ้นว่า แม้ Job Title เดิมจะไม่ตรงกับตำแหน่งที่สมัคร แต่ประสบการณ์ที่เคยทำมีส่วนที่เกี่ยวข้องกันอยู่
4. มี Skill อยู่แล้วหรือเปล่า? แล้วใช้ในงานอย่างไร
ใน Resume หลายคนมีหัวข้อ Skills ที่เขียนไว้ว่า Microsoft Excel / Communication / Teamwork / Problem Solving
การใส่ Skills แบบนี้ทำให้คนอ่านรู้ว่าคุณมีทักษะอะไรบ้าง แต่ถ้ามีพื้นที่ใน Resume ลองกลับมาดูส่วน Experience ด้วยว่า ที่ผ่านมาเคยใช้ทักษะเหล่านี้กับงานอะไร เช่น บริษัทกำลังมองหาคนที่ใช้ Excel ได้
ถ้าใน Resume เขียนแค่ Microsoft Excel บริษัทก็ยังไม่รู้ว่าคุณเคยใช้ Excel ทำอะไร แต่ถ้าเขียนว่า Prepared monthly sales reports and tracked customer data using Excel คนอ่านจะเห็นเลยว่าเคยใช้ Excel กับงานจริง ไม่ได้มีแค่ Skill อยู่ในรายการ
หรือถ้าบริษัทต้องการคนที่ต้องสื่อสารกับลูกค้าต่างประเทศ การเขียนว่า Coordinated with overseas customers in English ก็จะบอกได้มากกว่าแค่ Good communication skills
ดังนั้น ถ้ามี Skill ที่ตรงกับงานที่สมัคร ลองแสดงให้เห็นผ่านประสบการณ์ทำงานด้วยว่า เคยใช้ Skill นั้นทำอะไร และใช้ในบริบทไหน เพราะรายละเอียดตรงนี้ช่วยให้ Skills ใน Resume ดูมีที่มามากขึ้น
5. คุณสมบัติที่บริษัทระบุ มีอยู่ใน Resume แล้วหรือยัง?
อีกส่วนที่ควรเช็กคือ Qualifications หรือคุณสมบัติที่บริษัทกำลังมองหา
ตัวอย่างเช่น บริษัทเขียนว่า 2–3 years of experience in Recruitment ถ้าคุณมีประสบการณ์ Recruitment 4 ปี แต่ Resume ไม่ได้ระบุชัดว่าเคยทำ Recruitment ก็อาจเสียโอกาสในการทำให้คนอ่านเห็นความเกี่ยวข้องตั้งแต่แรก
หรือบริษัทระบุว่า Good command of English ถ้าคุณเคยใช้ภาษาอังกฤษคุยกับลูกค้า เขียน Email หรือประชุมกับทีมต่างประเทศ ก็ควรบอกไว้ใน Resume ซึ่งไม่จำเป็นต้องเขียนยาว แค่ระบุให้เห็นว่าใช้ภาษาอังกฤษในสถานการณ์ไหน
สำหรับทักษะที่มีตัวเลขหรือหลักฐาน เช่น คะแนนภาษา ก็สามารถใส่ข้อมูลประกอบได้ตามความเหมาะสม
6. ประสบการณ์เยอะ ไม่จำเป็นต้องใส่ทุกอย่างเท่ากัน
คนที่ทำงานมาหลายปีมักมีประสบการณ์หลายด้าน ซึ่งถือเป็นเรื่องดีค่ะ แต่พอเอาทุกอย่างมาใส่ใน Resume แบบละเอียดเท่า ๆ กัน จุดที่เกี่ยวข้องกับงานที่กำลังสมัครอาจไม่เด่นเท่าที่ควร
สมมติว่าคุณทำ Marketing มา 5 ปี และเคยดูแลทั้ง Content, Social Media, Event, PR และ Graphic Design แต่ตำแหน่งที่กำลังสมัครคือ Content Marketing Specialist
ถ้าใน Resume ให้รายละเอียดกับทุกส่วนเท่า ๆ กัน คนอ่านก็ต้องใช้เวลาหาเองว่า ประสบการณ์ไหนเกี่ยวข้องกับตำแหน่งนี้มากที่สุด ในกรณีนี้ อาจให้รายละเอียดกับ Content และ Social Media มากขึ้น ส่วน Event หรือ PR ที่เกี่ยวข้องน้อยกว่าก็สรุปให้กระชับลง ไม่ได้หมายความว่าต้องลบประสบการณ์เก่าออกทั้งหมดนะคะ แค่เลือกเล่ารายละเอียดของแต่ละงานให้เหมาะกับตำแหน่งที่กำลังสมัครมากขึ้น
7. อ่าน Resume อีกรอบเหมือนเราเป็น HR
ข้อนี้ลองทำง่าย ๆ ก่อนกดส่ง Resume ให้เปิด JD ของตำแหน่งที่สมัครไว้ข้าง ๆ แล้วลองอ่าน Resume ของตัวเองตั้งแต่ต้นจนจบ จากนั้นลองถามตัวเองว่า
“ถ้าฉันไม่รู้จักผู้สมัครคนนี้มาก่อน ฉันจะรู้ไหมว่าเขาเคยทำงานอะไรที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งนี้?”
ถ้าต้องอ่านหลายรอบ หรือต้องคอยตีความเองว่าประสบการณ์ที่เขียนมานั้นเกี่ยวข้องกับงานอย่างไร อาจถึงเวลาที่ต้องลองปรับ Resume ใหม่แล้ว
ตัวอย่างเช่น
ก่อน
Responsible for sales, customer service and administrative tasks.
หลัง
– Managed customer orders and followed up delivery schedules.
– Prepared quotations and sales documents.
– Coordinated with customers and internal teams.
– Prepared monthly sales reports using Excel.
จริง ๆ แล้วประสบการณ์ที่เขียนทั้งสองแบบอาจไม่ได้ต่างกันมาก แต่แบบหลังช่วยให้คนอ่านเห็นภาพได้เร็วขึ้นว่าเคยทำอะไร และมีประสบการณ์ด้านไหนบ้าง เพราะเวลา HR เปิด Resume สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การบอกว่า “เคยทำงานอะไร” แต่ต้องทำให้เห็นด้วยว่า “เคยทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งที่กำลังสมัคร”
แล้วทำไมต้องสนใจเรื่อง ATS ด้วย?
อีกคำที่คนหางานน่าจะเคยเห็นกันบ่อยขึ้นในช่วงหลัง คือ ATS หรือ Applicant Tracking System
ATS คือระบบที่บริษัทบางแห่งใช้ช่วยจัดการใบสมัคร โดยเฉพาะบริษัทที่มีผู้สมัครจำนวนมาก ระบบสามารถเก็บข้อมูลจาก Resume และช่วยค้นหาผู้สมัครจากข้อมูลบางอย่าง เช่น ประสบการณ์ ทักษะ หรือชื่อตำแหน่งงาน
ลองนึกภาพว่า บริษัทกำลังเปิดรับ HR Officer และใน Job Description ระบุทักษะหรือประสบการณ์ที่ต้องการไว้ เช่น Recruitment, Payroll, Employee Relations, Labor Law และ HR Operations
ถ้าคุณเคยทำงานเหล่านี้จริง ก็ควรเขียนรายละเอียดลงใน Resume ให้ชัดเจน เช่น ถ้าเคยดูแล Recruitment ก็อาจเขียนว่า Handled recruitment from candidate sourcing to interview coordination and offer preparation แทนที่จะเขียนกว้าง ๆ ว่า Responsible for HR tasks
ซึ่งประโยคหลังข้อมูลยังค่อนข้างกว้าง คนอ่านจึงต้องเดาต่อว่า จริง ๆ แล้วคุณเคยทำงาน HR ด้านไหนบ้าง
ตรงนี้เองที่การดู Job Description ก่อนเขียนหรือปรับ Resume มีประโยชน์ เพราะเราจะได้รู้ว่าบริษัทกำลังมองหาประสบการณ์แบบไหน และสามารถเลือกหยิบประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องของเรามาเขียนให้ชัดขึ้น
Jobsdb Thailand แนะนำให้ดูคำสำคัญจาก Job Description แล้วนำ Keywords ที่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์จริงมาใช้ใน Resume รวมถึงจัดรูปแบบให้ระบบสามารถอ่านข้อมูลได้ง่าย
แต่มีเรื่องหนึ่งที่อยากให้เข้าใจก่อนคือ ไม่ใช่ทุกบริษัทใช้ ATS และ ATS แต่ละระบบก็ไม่ได้ทำงานเหมือนกันทั้งหมด
ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องพยายามใส่ Keyword จาก Job Description ให้ครบทุกคำ เพราะการใส่คำที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับประสบการณ์จริงอาจทำให้ Resume อ่านยาก และไม่ได้ช่วยให้คนอ่านเข้าใจตัวเรามากขึ้น
มองง่าย ๆ ว่า Keyword มีไว้ช่วยให้ ประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องของเราเห็นได้ชัดขึ้น ไม่ใช่เอาไว้ใส่ทุกคำที่มีอยู่ใน JD และไม่ว่าจะมี ATS หรือไม่ สุดท้าย Resume ก็ยังต้องสื่อสารกับคนอ่านอยู่ดีค่ะ
ถ้าไม่ตรงกับ JD ทุกข้อ ยังสมัครได้ไหม?
ได้หรือไม่ได้คงต้องดูเป็นตำแหน่ง ๆ ไป เพราะแต่ละบริษัทกำหนด Requirement ไม่เหมือนกัน สิ่งที่ผู้สมัครทำได้คือแยกให้ออกว่าข้อไหนเป็นคุณสมบัติที่จำเป็น และข้อไหนเป็นสิ่งที่บริษัทอยากได้เพิ่มเติม
ตัวอย่างเช่น Experience with SAP is preferred. กับ Must have experience with SAP.
สองประโยคนี้ให้ความรู้สึกต่างกัน คำว่า preferred, plus, advantage หรือ nice to have มักใช้กับคุณสมบัติที่บริษัทมองว่าเป็นข้อได้เปรียบเพิ่มเติม ส่วนคำที่ระบุเป็น Requirement โดยตรงก็ควรให้ความสำคัญมากกว่า ถ้าอ่านแล้วพบว่าตัวเองขาดบางข้อ ก็ไม่จำเป็นต้องรีบสรุปว่า “สมัครไม่ได้แน่ ๆ”
ดูประสบการณ์โดยรวมก่อนว่างานหลักตรงกันแค่ไหน และสิ่งที่ขาดเป็นเรื่องที่สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมได้หรือเป็นข้อกำหนดเฉพาะของตำแหน่ง
ระวังการ Match มากเกินไป
อีกเรื่องที่อยากฝากไว้คือ พอรู้ว่า ATS ใช้ Keywords บางคนก็พยายามใส่ทุกคำที่เจอใน JD ลงไปใน Resume สุดท้ายอาจออกมาเป็นแบบนี้
Sales / Customer Service / Sales Support / Business Development / Customer Relationship / Negotiation / Account Management / Sales Report / CRM / B2B / B2C…
มี Keyword ครบก็จริง แต่พออ่านแล้วกลับไม่ค่อยรู้ว่า เจ้าของ Resume เคยทำอะไรจริงบ้าง บางคนถึงขั้น Copy ประโยคจาก JD มาใส่ใน Resume ทั้งที่ไม่เคยทำงานส่วนนั้นจริง ๆ ซึ่งต้องระวัง เพราะถ้าได้เข้าสัมภาษณ์ ก็จะถูกถามต่อว่าเคยทำอย่างไร ใช้เครื่องมืออะไร หรือมีผลงานอะไรที่เกี่ยวข้อง
ถ้าเคยทำจริง ก็เขียนรายละเอียดให้ชัดไปเลย แต่ถ้าไม่เคยทำ ไม่ต้องฝืนใส่แค่เพื่อให้ Resume Match กับ JD เพราะ Resume ที่อ่านแล้วเห็นว่า “คนนี้เคยทำงานนี้จริง” น่าจะดีกว่าการพยายามใส่ Keyword ให้ครบทุกคำ
ก่อนส่ง Resume ใช้ Checklist นี้ได้เลย
☐ อ่าน Job Description ให้ครบ ทั้งหน้าที่และคุณสมบัติ
☐ ลองดูว่าหน้าที่หลักของงาน ตรงกับประสบการณ์ที่เรามีตรงไหนบ้าง
☐ เช็กว่ามีคำสำคัญที่เกี่ยวกับประสบการณ์ของเราอยู่ใน Resume หรือยัง
☐ ระบุ Skills ที่เราเคยใช้จริงในการทำงาน
☐ ใส่ภาษา โปรแกรม หรือเครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่ง
☐ เน้นประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับงานที่กำลังสมัคร
☐ อ่าน Resume อีกรอบ แล้วลองดูในมุม HR ว่าเข้าใจได้ง่ายไหมว่า “เราเหมาะกับงานนี้ตรงไหน”
การ Match Job Description กับ Resume ไม่ใช่การเอา Resume ไปใส่คำตามประกาศงานทุกคำ ลองอ่านก่อนว่าบริษัทกำลังหาอะไร แล้วกลับมาดูว่าเราเคยทำอะไรที่ตรงกับงานนี้บ้าง
ข้อมูลอ้างอิง : JobsDB
About Us
Personnel Consultant Manpower (Thailand) Co., Ltd. ให้บริการด้านการจัดหางานและสรรหาบุคลากร ทั้งชาวไทยและชาวญี่ปุ่น มากว่า 30 ปี
ผู้สมัครสามารถลงทะเบียนฝากประวัติได้ที่ https://www.personnelconsultant.co.th/jobseeker/register_jobseeker/
หรือส่งเรซูเม่ (ภาษาอังกฤษ) ทางอีเมล jobs@personnelconsultant.co.th
🔸เพอร์ซันแนลฯ ดูแลทั้งคนหางานและองค์กรที่หาคน | สอบถามเพิ่มเติม
📧 Email: jobs@personnelconsultant.co.th
📞 Phone: 02-2608454
Contact & Follow Us
