เบื่องานทำไงดี? เช็กให้ชัดว่าแค่เหนื่อยอยากพัก หรือกำลังติดกับดัก ‘Boreout’
เคยเป็นไหม ทั้งที่ไม่ได้มีปัญหาอะไรเป็นพิเศษ แต่พอถึงเช้าวันจันทร์กลับไม่อยากลุกไปทำงาน หรือพอเปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมา ก็รู้สึกว่าวันนี้คงไม่ต่างจากเมื่อวานเท่าไร งานที่เคยทำได้อย่างคล่องแคล่วเริ่มกลายเป็นสิ่งที่ต้องฝืนใจทำให้เสร็จไปวัน ๆ
ถ้ากำลังรู้สึกแบบนี้ คำถามที่อาจผุดขึ้นมาในหัวคือ เบื่องานทำไงดี ควรพักสักหน่อย ปรับวิธีทำงาน หรือถึงเวลาหางานใหม่แล้ว?
ความรู้สึกแบบนี้เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ บางคนทำงานหนักต่อเนื่องจนไม่มีเวลาให้ตัวเอง บางคนทำงานเดิมมานานจนไม่รู้สึกตื่นเต้นอีกต่อไป ขณะที่บางคนยังทำงานได้ตามปกติ แต่เริ่มสงสัยว่าตัวเองจะเติบโตไปทางไหนต่อ
ก่อนจะตัดสินใจลาออก ลองมาดูกันก่อนว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นมาจากอะไร เพราะเมื่อรู้ต้นตอแล้ว ก็จะมองออกได้ง่ายขึ้นว่าควรแก้ปัญหาจากตรงไหน หรือควรเริ่มมองหางานใหม่จริง ๆ หรือไม่

เบื่องานเกิดจากอะไร?
ความเบื่อไม่ได้แปลว่าเราไม่เหมาะกับงานที่ทำเสมอไป บางครั้งอาจเป็นเพียงช่วงที่เหนื่อยมากกว่าปกติ แต่บางครั้งก็เป็นสัญญาณว่างานปัจจุบันอาจไม่ตอบโจทย์เราเหมือนเมื่อก่อน
1. งานเยอะจนไม่มีเวลาพัก
ถ้าต้องรับผิดชอบหลายโปรเจกต์พร้อมกัน ประชุมแทบทั้งวัน แล้วยังต้องทำงานต่อหลังเลิกงาน ความรู้สึกไม่อยากทำงานในตอนเช้าอาจมาจากการพักผ่อนไม่เพียงพอมากกว่าความเบื่อในตัวงาน ลองสังเกตดูว่า ช่วงที่งานไม่เร่งยังรู้สึกสนุกกับงานอยู่ไหม หรือพอมีเวลาพักจริง ๆ แล้วกลับมาทำงานได้ดีขึ้นหรือเปล่า
ถ้าเป็นแบบนี้ ควรทำอย่างไร?
เริ่มจากดูว่ามีงานส่วนไหนที่จัดลำดับใหม่ได้บ้าง งานใดเร่งด่วน และงานใดต้องขอความช่วยเหลือจากคนในทีม หากงานมีมากเกินกว่าจะทำเสร็จตามเวลาที่กำหนด การคุยกับหัวหน้าเรื่องภาระงานและกำหนดส่งก็เป็นเรื่องที่ควรทำ แต่ถ้าพักแล้วก็ยังรู้สึกเหนื่อย ไม่อยากทำงาน หรือไม่มีแรงทำสิ่งที่เคยทำได้ตามปกติ อาจต้องมองหาสาเหตุอื่นเพิ่มเติมด้วย
2. งานที่ทำอยู่ไม่มีอะไรใหม่ ๆ ให้เรียนรู้
บางคนไม่ได้ทำงานหนักเกินไป เพื่อนร่วมงานก็ดี หัวหน้าก็ไม่ได้มีปัญหา แต่กลับรู้สึกว่างานไม่น่าสนใจเหมือนเดิม เพราะทุกวันต้องทำสิ่งเดิม ๆ จนแทบไม่ต้องคิดอะไรใหม่
ในช่วงแรก การทำงานคล่องขึ้นอาจเป็นเรื่องที่น่าพอใจ แต่เมื่อเวลาผ่านไป หากไม่มีโอกาสได้ลองทำสิ่งใหม่หรือรับผิดชอบงานที่ท้าทายขึ้น ความรู้สึกอยากพัฒนาตัวเองก็อาจค่อย ๆ ลดลง โดยอาการที่พบได้บ่อย เช่น งานส่วนใหญ่เป็นงานประจำที่ทำซ้ำจนคุ้นเคย, ทำงานได้ดีขึ้น แต่หน้าที่และความรับผิดชอบยังเหมือนเดิม, เริ่มสงสัยว่าทักษะที่มีจะพาตัวเองไปต่อในสายอาชีพได้แค่ไหน
ถ้าเป็นแบบนี้ ควรทำอย่างไร?
หากยังชอบสายงานที่ทำอยู่ อาจเริ่มจากการคุยกับหัวหน้าเรื่องการรับผิดชอบโปรเจกต์ใหม่ หรือขอโอกาสพัฒนาทักษะที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งที่อยากเติบโตไปหา แต่ถ้าลักษณะงานขององค์กรมีข้อจำกัดจริง ๆ และไม่มีโอกาสเปลี่ยนบทบาทในเร็ว ๆ นี้ การลองดูตำแหน่งงานจากบริษัทอื่นก็อาจทำให้เห็นทางเลือกที่ไม่เคยนึกถึงมาก่อน
3. บรรยากาศในที่ทำงานทำให้ไม่อยากไปทำงาน
บางครั้งสิ่งที่ทำให้ไม่อยากไปทำงานอาจไม่ใช่เนื้องานเลย แต่อาจเป็นการสื่อสารที่ไม่เข้าใจกัน เป้าหมายที่เปลี่ยนไปมา หรือความคาดหวังจากหัวหน้าที่ไม่ตรงกับสิ่งที่เราทำได้จริง ซึ่งอาจจะดูเหมือนไม่ใช่ปัญหาใหญ่เมื่อเกิดขึ้นเพียงครั้งคราว แต่ถ้าต้องเจอซ้ำ ๆ ทุกวัน ก็อาจทำให้การไปทำงานกลายเป็นเรื่องที่เหนื่อยใจมากขึ้นเรื่อย ๆ
ถ้าเป็นแบบนี้ ควรทำอย่างไร?
ลองสังเกตว่าปัญหาที่เจอเป็นแค่เรื่องที่เกิดขึ้นครั้งเดียว หรือเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในการทำงาน หากเป็นเพราะต่างฝ่ายต่างเข้าใจไม่ตรงกัน การพูดคุยกันให้ชัดเจนว่าใครรับผิดชอบอะไรและคาดหวังอะไรจากกันบ้าง อาจช่วยให้ทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น ในทางกลับกัน หากปัญหาเกิดซ้ำแม้พยายามหาทางแก้แล้ว หรือเป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก เช่น วัฒนธรรมองค์กรที่ไม่เหมาะกับตัวเอง ก็อาจถึงเวลาทบทวนว่าที่ทำงานแห่งนี้ยังเป็นสถานที่ที่อยากอยู่ต่อหรือไม่
4. ทำงานมานาน แต่ไม่รู้ว่าจะเติบโตไปทางไหน
อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนเริ่มมองหางานใหม่ คือการทำงานมาระยะหนึ่งแล้วแต่ยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงในเส้นทางอาชีพ แม้จะรับผิดชอบงานได้ดีขึ้น แต่ตำแหน่งและขอบเขตงานกลับแทบไม่ขยับตามไปด้วย ยิ่งถ้าไม่รู้ว่าต้องทำผลงานแบบไหน หรือต้องพัฒนาทักษะอะไรถึงจะมีโอกาสเลื่อนตำแหน่ง ก็อาจทำให้รู้สึกว่าตัวเองกำลังทำงานไปวัน ๆ โดยไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน
ถ้าเป็นแบบนี้ ควรทำอย่างไร?
ลองถามหัวหน้าเกี่ยวกับเกณฑ์การประเมินผลงาน ทักษะที่จำเป็นสำหรับตำแหน่งถัดไป และโอกาสเติบโตที่มีอยู่จริงในองค์กร หากได้คำตอบที่ชัดเจน ก็จะรู้ว่าควรพัฒนาตัวเองไปในทิศทางไหน แต่ถ้าตำแหน่งที่สูงขึ้นมีจำกัด หรือเส้นทางที่ต้องการไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในองค์กรปัจจุบัน การมองหางานใหม่ก็เป็นอีกทางเลือกที่ควรนำมาคิดอย่างจริงจัง
➤ บทความแนะนำ : กลางปีแล้ว เปลี่ยนงานดีไหม? เช็กสัญญาณที่ควร Move On
วิธีรับมือเมื่อรู้สาเหตุแล้ว
เมื่อพอรู้แล้วว่าตัวเองเบื่องานเพราะอะไร ก็ไม่จำเป็นต้องรีบตัดสินใจครั้งใหญ่ในทันที บางเรื่องอาจแก้ได้ด้วยการปรับวิธีทำงาน ขณะที่บางเรื่องอาจต้องใช้เวลาวางแผนก่อนเปลี่ยนแปลง
1. ถ้าเหนื่อยเกินไป ให้เริ่มจากการจัดการงาน
ลองกลับมาดูตารางงานของตัวเองว่าในแต่ละวันมีงานอะไรบ้าง งานไหนจำเป็นต้องทำก่อน และมีงานส่วนไหนที่สามารถแบ่งให้คนอื่นช่วยได้ หากต้องทำงานเกินเวลาเป็นประจำจนกระทบชีวิตส่วนตัว ควรพูดคุยกับหัวหน้าอย่างตรงไปตรงมา ไม่จำเป็นต้องรอจนทำงานไม่ไหวแล้วค่อยขอความช่วยเหลือ
อีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามคือเวลาพักนอกเหนือจากงาน การได้นอนให้เพียงพอและมีเวลาทำกิจกรรมที่ชอบอาจช่วยให้กลับมามีแรงได้ แต่ถ้าปรับแล้วความรู้สึกไม่อยากทำงานยังอยู่เหมือนเดิม ก็อาจต้องกลับไปดูว่าปัญหาเกิดจากเนื้องานหรือสภาพแวดล้อมด้วยหรือไม่
2. ถ้างานเริ่มจำเจ ลองหาสิ่งที่อยากพัฒนาต่อ
ถ้าทำงานเดิมจนคล่องแล้ว แต่ไม่มีอะไรให้เรียนรู้เพิ่ม การตั้งเป้าหมายใหม่อาจช่วยให้กลับมาสนใจงานได้มากขึ้น เช่น เรียนรู้เครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับสายงาน รับผิดชอบโปรเจกต์ที่มีความซับซ้อนขึ้น หรือพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการเลื่อนตำแหน่ง
อย่างไรก็ตาม ควรดูด้วยว่าสิ่งที่เพิ่มเข้ามาเป็นโอกาสในการพัฒนาตัวเองจริง ๆ หรือเป็นเพียงการรับงานเพิ่มโดยไม่มีทิศทาง เพราะสองอย่างนี้ให้ผลต่างกันมาก
หากพยายามหาความท้าทายใหม่แล้ว แต่ลักษณะงานยังไม่เปิดโอกาสให้เติบโต การเปลี่ยนไปทำงานที่ตรงกับเป้าหมายมากกว่าเดิมก็อาจเป็นคำตอบที่เหมาะสมกว่า
3. ถ้าไม่สบายใจกับที่ทำงาน ต้องดูว่าปัญหาแก้ได้หรือไม่
หากต้นเหตุอยู่ที่การทำงานร่วมกัน ลองพิจารณาว่ามีอะไรที่พอปรับเปลี่ยนได้บ้าง เช่น วิธีสื่อสาร การแบ่งหน้าที่ หรือการตกลงเรื่องขอบเขตงานให้ชัดเจนขึ้น
แต่ถ้าพยายามแก้ปัญหามาหลายครั้งแล้วและยังเกิดเรื่องเดิมซ้ำ ๆ ก็ควรถามตัวเองว่าการอยู่ต่อกำลังให้ประโยชน์อะไร และต้องแลกกับอะไรบ้าง เพราะการย้ายงานไม่ได้รับประกันว่าที่ใหม่จะดีกว่าเดิมเสมอไป แต่การรู้ว่าตัวเองให้ความสำคัญกับอะไร และไม่อยากเจอสถานการณ์แบบไหนอีก จะช่วยให้เลือกงานใหม่ได้ตรงกับความต้องการของตัวเองมากขึ้น
4. ถ้าไม่เห็นอนาคตในองค์กร ให้เริ่มดูตำแหน่งงานอื่น
หากเคยถามถึงโอกาสเติบโตในที่ทำงานแล้ว แต่ยังไม่เห็นทิศทางที่ชัดเจน อาจลองดูประกาศงานในสายอาชีพที่สนใจ เพื่อดูว่าบริษัทอื่นต้องการคนที่มีทักษะแบบไหน และประสบการณ์ที่มีอยู่เหมาะกับตำแหน่งเหล่านั้นมากน้อยเพียงใด
นอกจากหน้าที่รับผิดชอบและคุณสมบัติที่บริษัทต้องการแล้ว ควรดูระดับตำแหน่งและโอกาสในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ด้วย ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้เห็นว่ามีตำแหน่งไหนที่น่าสนใจ และตัวเองยังต้องพัฒนาทักษะด้านใดบ้าง หากต้องการเติบโตในสายงานหรือเปลี่ยนงานในอนาคต
Checklist แบบไหนที่บอกว่าควรเริ่มมองหางานใหม่?
บางครั้งเราอาจรู้สึกไม่อยากไปทำงานมาสักพัก แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าควรอยู่ต่อหรือเปลี่ยนงานดี ลองเช็กดูว่ามีข้อไหนที่ตรงกับสิ่งที่กำลังเจออยู่บ้าง
– รู้สึกไม่อยากไปทำงานอยู่บ่อย ๆ แม้ช่วงนั้นจะไม่ได้มีงานเร่งหรือภาระมากเป็นพิเศษ
– เคยปรับวิธีทำงานหรือพูดคุยเพื่อแก้ปัญหาแล้ว แต่ก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
– งานที่ทำอยู่ไม่ค่อยเปิดโอกาสให้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ หรือพัฒนาทักษะที่สนใจ
– ยังไม่เห็นโอกาสเติบโตในองค์กร แม้จะพยายามหาข้อมูลหรือพูดคุยเรื่องนี้แล้ว
– เริ่มเห็นตำแหน่งงานที่ตรงกับเป้าหมายหรือสิ่งที่ต้องการมากกว่างานปัจจุบัน
รายการเหล่านี้ไม่ได้เป็นตัวตัดสินว่าต้องตรงกี่ข้อถึงจะลาออกได้ เพราะแต่ละคนมีเงื่อนไขชีวิตและความจำเป็นต่างกัน แต่ถ้าหลายข้อเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองอยู่บ่อย ๆ ก็อาจถึงเวลาที่ต้องคิดดูแล้วว่างานปัจจุบันยังเหมาะกับเราอยู่หรือไม่
ถ้างานส่งผลกระทบต่อสุขภาพหรือความปลอดภัยอย่างมาก ก็ไม่จำเป็นต้องฝืนทำต่อเพื่อรอให้ตรงกับทุกข้อในรายการ ควรให้ความสำคัญกับตัวเองก่อน และหาความช่วยเหลือหรือทางออกที่เหมาะกับสถานการณ์
➤ บทความแนะนำ : หางานปลายปีดีไหม? ข้อดี–ข้อควรรู้สำหรับคนที่กำลังคิดเปลี่ยนงาน
ถ้าคิดจะหางานใหม่ ควรเตรียมตัวอย่างไร?
เมื่อเริ่มคิดว่าการเปลี่ยนงานอาจเป็นทางเลือกที่ดี สิ่งที่ควรทำต่อไม่ใช่การรีบส่งใบสมัครไปทุกบริษัท แต่เป็นการทำความเข้าใจให้ชัดว่าตัวเองอยากได้อะไรจากงานใหม่ เพื่อไม่ให้ย้ายไปแล้วกลับมาเจอปัญหาเดิมอีก
1. ตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าอยากเปลี่ยนอะไร
ลองนึกถึงเหตุผลที่ทำให้อยากออกจากงานปัจจุบัน แล้วแยกให้ชัดว่าอะไรคือสิ่งที่ไม่ต้องการเจออีก และอะไรคือสิ่งที่อยากได้จากที่ทำงานแห่งใหม่ บางคนอยากรับผิดชอบงานที่ท้าทายขึ้น บางคนต้องการเส้นทางเติบโตที่ชัดเจน ขณะที่บางคนให้ความสำคัญกับเวลาส่วนตัวหรือสภาพแวดล้อมในการทำงานมากกว่าเดิม
เมื่อรู้ความต้องการของตัวเองแล้ว จะคัดเลือกตำแหน่งงานได้ง่ายขึ้น และไม่ต้องเสียเวลากับงานที่ดูน่าสนใจเพียงเพราะเงินเดือนหรือชื่อตำแหน่ง
2. สำรวจว่าประสบการณ์ที่มีต่อยอดไปทางไหนได้บ้าง
ก่อนสมัครงาน ลองรวบรวมผลงานและประสบการณ์จากงานที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นโปรเจกต์ที่เคยรับผิดชอบ ปัญหาที่แก้ไขได้ หรือทักษะที่ใช้ในการทำงานจริง จากนั้นนำไปเทียบกับคุณสมบัติของตำแหน่งที่สนใจ จะช่วยให้เห็นว่าจุดแข็งของตัวเองคืออะไร และยังมีส่วนไหนที่ต้องพัฒนาเพิ่ม
สำหรับคนที่อยากเปลี่ยนสายงาน ประสบการณ์เดิมอาจมีประโยชน์มากกว่าที่คิด หากเป็นทักษะที่นำไปใช้กับงานใหม่ได้ เช่น การประสานงาน การวิเคราะห์ข้อมูล การแก้ปัญหา หรือการดูแลลูกค้า สิ่งสำคัญคือการอธิบายให้ได้ว่าประสบการณ์เหล่านั้นเกี่ยวข้องกับตำแหน่งที่กำลังสมัครอย่างไร
3. เลือกงานใหม่จากสิ่งที่ต้องการ ไม่ใช่ดูแค่เงินเดือน
เงินเดือนเป็นเรื่องสำคัญ แต่ถ้าสาเหตุที่อยากย้ายงานคือไม่มีโอกาสเติบโต การเลือกงานที่ให้เงินเดือนสูงขึ้นเพียงอย่างเดียวอาจไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาที่เจออยู่
ก่อนตัดสินใจ ควรพิจารณารายละเอียดอื่นร่วมด้วย เช่น
– หน้าที่รับผิดชอบตรงกับสิ่งที่อยากทำหรือไม่
– มีโอกาสพัฒนาทักษะหรือขยับไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นหรือเปล่า
– รูปแบบการทำงานและการทำงานร่วมกับทีมเหมาะกับตัวเองไหม
– เงินเดือน สวัสดิการ เวลาทำงาน และระยะทางในการเดินทางตอบโจทย์ชีวิตหรือไม่
การเปรียบเทียบปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้นว่างานใหม่ดีกว่างานเดิมในด้านไหน และมีข้อแลกเปลี่ยนอะไรที่ต้องยอมรับบ้าง
4. อ่านรายละเอียดงานให้ดีก่อนสมัครและสัมภาษณ์
ประกาศงานเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่รายละเอียดบางอย่างอาจต้องถามเพิ่มเติมในขั้นตอนสัมภาษณ์ เช่น ในแต่ละวันต้องรับผิดชอบงานอะไรบ้าง บริษัทคาดหวังผลงานแบบไหน และมีโอกาสเรียนรู้งานด้านอื่นเพิ่มเติมหรือไม่
หากกำลังย้ายงานเพราะอยากเติบโต ควรถามถึงเกณฑ์วัดผลและแนวทางพัฒนาพนักงานด้วย ส่วนคนที่อยากเปลี่ยนเพราะภาระงานหนัก อาจต้องทำความเข้าใจรูปแบบการทำงานและความรับผิดชอบของตำแหน่งใหม่ให้ละเอียด เพราะยิ่งรู้ข้อมูลก่อนตัดสินใจมากเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสเลือกงานที่ตรงกับความต้องการของตัวเองได้มากขึ้นเท่านั้น
➤ บทความแนะนำ : Career Checklist ก่อนเปลี่ยนงาน : 10 เรื่องที่ควรเช็กก่อนสมัครงาน
ความรู้สึกเบื่องานอาจเป็นได้ทั้งสัญญาณว่าเหนื่อยเกินไป หรือเริ่มรู้สึกว่างานที่ทำอยู่ไม่ตอบโจทย์เหมือนเดิม สิ่งที่ควรทำจึงไม่ใช่การรีบตัดสินใจลาออก แต่เป็นการดูให้ชัดว่าอะไรทำให้ไม่อยากทำงาน และมีทางแก้ไขได้มากน้อยแค่ไหน
หากปรับแล้วสถานการณ์ยังเหมือนเดิม หรือเริ่มมองไม่เห็นโอกาสเติบโตในที่ทำงานปัจจุบัน การมองหางานใหม่ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ควรพิจารณา โดยไม่จำเป็นต้องรอจนทนไม่ไหวแล้วค่อยเริ่มหางาน
หากคิดว่าถึงเวลาเปลี่ยนแปลง ลองสำรวจตำแหน่งงานที่เปิดรับอยู่ เพื่อดูว่ามีโอกาสไหนเหมาะกับประสบการณ์และสิ่งที่คุณกำลังมองหาบ้าง ได้ที่ ค้นหางานกับ Personnel Consultant
About Us

Personnel Consultant Manpower (Thailand) Co., Ltd. ให้บริการด้านการจัดหางานและสรรหาบุคลากร ทั้งชาวไทยและชาวญี่ปุ่น มากว่า 30 ปี
ผู้สมัครสามารถลงทะเบียนฝากประวัติได้ที่ https://www.personnelconsultant.co.th/jobseeker/register_jobseeker/
หรือส่งเรซูเม่ (ภาษาอังกฤษ) ทางอีเมล jobs@personnelconsultant.co.th
🔸เพอร์ซันแนลฯ ดูแลทั้งคนหางานและองค์กรที่หาคน | สอบถามเพิ่มเติม
📧 Email: jobs@personnelconsultant.co.th
📞 Phone: 02-2608454
Contact & Follow Us
